10 เกมในความทรงจำ 5 ปีระหว่าง คล็อปป์ กับ ลิเวอร์พูล

เจอร์เก้น คล็อปป์ เข้ามาคุมทีม ลิเวอร์พูล เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ปี 2015 และจนถึงวันนี้กุนซือเลือดด๊อยช์ท ก็อยู่กับ ‘หงส์แดง’ มาแล้วถึง 5 ปี ซึ่งตลอดระยะเวลาดังกล่าวมีเกมน่าประทับใจมากมาย ซึ่ง 10 เกมดังต่อไปนี้ คือสุดยอดแมตช์แห่งความทรงจำกับ ลิเวอร์พูล
1. "คล็อปป์ ทำให้แฟนบอลคล้อยตาม"

ลิเวอร์พูล 2-2 เวสต์บรอมฯ : 13 ธันวาคม 2015

   ก่อนอื่นต้องเท้าความไปถึงตอนนัดที่ 2 ที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ พา ลิเวอร์พูล ลงเล่นใน แอนฟิลด์ เจอกับ คริสตัล พาเลซ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2015

   หลังจากทัพ ‘ดิ อีเกิ้ลส์’ ยิงขึ้นนำ 2-1 ช่วงท้ายเกม คล็อปป์ เริ่มรู้สึกได้ว่าแฟนบอลบางคนเริ่มทยอยเดินออกจากสนามทั้งที่ยังเหลือเวลาอีก 8 นาที

   "มันทำให้ผมรู้สึกโดดเดี่ยวมาก ๆ " เขากล่าวแบบนี้ออกมาหลังเกมคืนนั้น

   ซึ่งนี่ก็ช่วยอธิบายได้เป็นอย่างดีว่าทำไมอีก 1 เดือนให้หลัง เขาถึงฉลองอย่างสุดเหวี่ยงต่อหน้า เดอะ ค็อป ทั้งที่ทีมตามตีเสมอทีมระดับกลาง ๆ อย่าง เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน

   ประตูตีเสมอจาก ดิว็อค โอริกี้ ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ทำให้พวกเขาขึ้นไปรั้งอันดับ 9 ของตาราง ซึ่งตามปกติผู้จัดการทีมของทั้ง 2 ฝั่ง เมื่อจบเกมจะเข้ามาจับมือกัน แต่ คล็อปป์ เลือกที่จะไม่เดินเข้าไปหา โทนี่ พูลิส กุนซือ เดอะ แบ๊กกี้ส์ ในตอนนั้น แล้วเลือกที่จะทุบอกแบบสะใจแล้วพาลูกทีมเดินตรงไปหาแฟนๆ

   อย่างไรก็ตามตอนที่เขาฉลองแบบสุดเหวี่ยงในเกมนี้ คล็อปป์ โดนล้อเลียนอย่างหนัก แต่ในอีกไม่กี่ปีต่อมาเขาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า "ผมอยากแสดงให้เห็นว่าเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นั่นหมายความว่าผมรู้ดีว่าผมต้องรับผิดชอบกับเรื่องฟอร์มการเล่นของทีม แต่ผู้ชมน่ะคือคนที่ต้องรับผิดชอบกับบรรยากาศในสนาม"

   และนั่นคือสัญญาณแรกของการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างตัวผู้จัดการทีมและบรรดาเหล่ากองเชียร์

2. "การกลับมาอีกครั้งของค่ำคืนมหัศจรรย์ ที่ แอนฟิลด์"

   ลิเวอร์พูล 4-3 โบรุสเซียร์ ดอร์ทมุนด์ (ผลสกอร์รวม 5-4) – 14 เมษายน 2016

   ช่วงท้ายฤดูกาล 2015/16 ห้วงอารมณ์ใน แอนฟิลด์ แบบฉลองสุดขีดก็กลับมาอีกครั้ง

   ขณะที่เหลือเวลาอีกแค่ 25 นาที ลิเวอร์พูล ตามหลังอยู่ 1-3 โดยที่สกอร์รวมสองนัดก็ไล่หลัง "เสือเหลือง" อยู่ 2-4 แต่เหล่าแฟนบอลที่ยังไม่หมดศรัทธาต่างปลุกเร้าอารมณ์จนเป็นส่วนสำคัญทำให้ทีมกลับมามีผลการแข่งขันที่ต้องการได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

   ลูกโขกช่วงทดเวลาบาดเจ็บของ เดยัน ลอฟเรน ส่งให้ ลิเวอร์พูล ทะยานเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ และแน่นอนคนที่ดีใจสุดๆ ชนิดไม่มีใครจะห้ามได้คือตัวผู้จัดการทีม
   
   "มันเป็นภาพที่ยอดเยี่ยมมากๆ, เป็นเรื่องที่สุดยอด ผมดีใจสุดๆ ตอนที่เราทำประตูได้ ทุกคนเห็นกันชัดเจนว่ามันมีบางอย่างเกิดขึ้นบนอัฒจันทร์ คุณสามารถสัมผัสถึงมันได้, ได้ยินเสียงต่างๆ ได้ รวมถึงได้กลิ่นจากการฉลองด้านต่างๆ ด้วย"

   "เหล่า เดอะ ค็อป สร้างช่วงครึ่งชั่วโมงที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอในวงการฟุตบอลขึ้นมา" คล็อปป์ กล่าวด้วยความตื้นตัน

3. "จบได้สวยงามด้วยการไป แชมเปี้ยนส์ลีก รอบคัดเลือก"

ลิเวอร์พูล 3-0 มิดเดิลสโบรส์ – 21 พฤษภาคม ปี 2017

   6 ฤดูกาลก่อนหน้าที่จะก้าวถึงนัดชิงชนะเลิศ ณ กรุงเคียฟ เมื่อปี 2018 ลิเวอร์พูล ได้สิทธิ์เล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก แค่ครั้งเดียวเท่านั้น ซ้ำร้ายยังจอดป้ายตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม

   กว่าที่ทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ คว้าสิทธิ์ตั๋วยุโรปถ้วยใหญ่ ต้องมาลุ้นกันถึงเกมลีกนัดสุดท้ายจากการเอาชนะ มิดเดิลสโบรส์ เมื่อฤดูกาล 2016/17 โดยมีคะแนนมากกว่า อาร์เซน่อล ที่ตามมาแค่ 1 แต้ม และมีคะแนนน้อยกว่าทีมอันดับ 3 อย่าง เชลซี ถึง 17 คะแนน

   "ผมตั้งตารอฤดูกาลหน้าอย่างใจจดใจจ่อเลยล่ะ ผมคิดว่าตอนนี้เราสร้างฐานที่ยอดเยี่ยมได้แล้ว" คล็อปป์ เปิดใจหลังพาทีมคว้าตั๋วใบสุดท้าย

   ขณะที่ อลัน เชียเรอร์ ที่ทำงานเป็นกูรูให้ บีบีซี แมตช์ ออฟ เดอะ เดย์ ทำนายเอาไว้ว่า "ฤดูกาลหน้าพวกเขาจะเป็นทีมที่ดีขึ้นและเก่งขึ้นแน่นอน"

   และสุดท้ายคำทำนายของ ‘ฮอตช็อต’ ก็เป็นจริง

4. "สามประสาน ซาลาห์, มาเน่ และฟีร์มีโน่ จัดเต็ม"

วัตฟอร์ด 3-3 ลิเวอร์พูล – 12 สิงหาคม ปี 2017

   ตอนที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ย้ายจาก โรม่า มาร่วมชายคา แอนฟิลด์ เมื่อปี 2017 ทั้ง ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ก็เพิ่งอยู่กับ ลิเวอร์พูล ได้เพียง 1 ฤดูกาลกับ 2 ฤดูกาล ตามลำดับ

   3 ประสานแนวรุกของ ลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จในตอนนี้ ต่างได้ลงเล่นร่วมกันเป็นครั้งแรกในนัดเปิดฤดูกาล 2017/18 และทั้งหมดก็ทำประตูได้ทุกคน

   มาเน่ เบิกสกอร์แรก ก่อนที่ ซาลาห์ เรียกจุดโทษโดยที่ ฟีร์มีโน่ ยิงเข้าไป หลังจากนั้น ฟีร์มีโน่ ก็เป็นคนผ่านบอลให้ ซาลาห์ ทำลูกที่ 3

   การให้ทั้ง 3 คนประสานงานลงล็อกตั้งแต่วันแรก นับเป็นผลสัมฤทธิ์ที่พา ลิเวอร์พูล ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมอย่างต่อเนื่องหลังจากนั้นเป็นต้นมา

5. "ฟาน ไดค์ สถาปนาตัวเองที่ แอนฟิลด์"

ลิเวอร์พูล 2-1 เอฟเวอร์ตัน – 5 มกราคม 2018

   แม้จะไม่ประสบความสำเร็จในการพยายามดึง เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ มาจาก เซาธ์แฮมป์ตัน ในช่วงซัมเมอร์ ปี 2017 แต่ท้ายที่สุด คล็อปป์ ก็ได้กองหลังชาวดัตช์ตามที่ตัวเองต้องการด้วยค่าตัว 75 ล้านปอนด์ ซึ่งถือเป็นค่าตัวที่สูงที่สุดของโลกสำหรับกองหลังในตอนนั้น

   โดยสาเหตุที่ทำให้พวกเขาไม่สมหวังในการล่าตัว ฟาน ไดค์ ในช่วงหลายเดือนก่อนหน้านั้นเป็นเพราะ เซาธ์แฮมป์ตัน ไม่พอใจที่ ลิเวอร์พูล ทาบทามแบบผิดกฎ

   ถ้ามีใครสงสัยว่ามันคุ้มค่ากับการรอคอยและเงินที่จ่ายไปรึเปล่าแล้วล่ะก็ แค่นัดประเดิมสนามก็น่าจะทำให้พวกเขาหายข้องใจได้แล้ว หลังจากที่ ฟาน ไดค์ โขกทำประตูชัยให้ทีมชนะ เอฟเวอร์ตัน ในเกม เอฟเอ คัพ นัดเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้แมตช์

   ฟาน ไดค์ กลายเป็นที่ชื่นชอบของแฟนบอล ลิเวอร์พูล ตั้งแต่วินาทีที่เขาสไลด์ไปฉลองประตูต่อหน้าเหล่า "เดอะ ค็อป" กระโดดดีใจฉลองต่อหน้ากองเชียร์หลายหมื่นคนที่  เป็นสักขีพยาน

   แต่ผลกระทบเชิงบวกที่เขามีต่อทีมมากที่สุดในฤดูกาลนั้นคือเรื่องเกมรับ ตอนที่ ฟาน ไคด์ ลงเล่นเกม พรีเมียร์ลีก ให้กับทีมเป็นนัดแรกนั้น ลิเวอร์พูล เสียประตูในลีกถึง 28 ลูกจากการลงเล่น 23 นัด แต่ใน 14 เกมที่ ฟาน ไดค์ ลงเล่นให้ ลิเวอร์พูล นั้น ทีมของ คล็อปป์ เสียไปเพียง 10 ลูกเท่านั้น
   
6. "ฝันร้าย คาริอุส จนต้องคว้า อลีสซง"

เรอัล มาดริด 3-1 ลิเวอร์พูล – 26 พฤษภาคม ปี 2018

   ในอดีตมีหลายทีมที่เจอปัญหาตามมาหลังพ่ายแพ้เกมนัดชิงชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ ลีก แบบชอกช้ำ

   ยกตัวอย่างเช่น

   โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ที่ได้แค่แชมป์ เดเอฟเบ-โพคาล 1 สมัย นับตั้งแต่แพ้นัดชิงชนะเลิศในปี 2013

   แอตเลติโก มาดริด ไม่ได้แชมป์อะไรเลยนับตั้งแต่แพ้ในปี 2014 และ 2016

   รวมถึง เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ที่ทำผลงานย่ำแย่จนโดนปลดออกจากการเป็นกุนซือ สเปอร์ส หลังจากพาทีมแพ้ในนัดชิงดำของปี 2019

   ทว่าเรื่องแบบนั้นมันไม่ได้เกิดขึ้นกับ ลิเวอร์พูล…

   เจอร์เก้น คล็อปป์ เปลี่ยนแปลงทีมครั้งใหญ่ 1 อย่างหลังจบเกมที่แพ้ เรอัล มาดริด 1-3 นั่นคือตำแหน่งผู้รักษาประตูมือหนึ่ง

   ลอริส คาริอุส พลาดแบบมหันต์ ชนิดเลวร้ายสุดขีดแบบที่ไม่เคยมีนายด่านคนไหนทำมาก่อนในเกมนัดชิงฯ ชปล. ซึ่งมันไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียว แต่เป็นถึง 2 หนด้วยกัน

   หลังจากนั้น ความมั่นใจของ คาริอุส ถดถอยไปเยอะ ลิเวอร์พูล จึงหันไปดึง อลีสซง มาจาก โรม่า ด้วยค่าตัวสูงเป็นสถิติโลกที่ 66.8 ล้านปอนด์ ถึงแม้ว่านายด่านชาวบราซิเลียนจะเคยเสียไปรวมกัน 7 ประตูในตอนที่เจอกับ ลิเวอร์พูล ในรอบรองชนะเลิศของฤดูกาล 2017-18 ก็ตาม

   การเสริมทัพในครั้งนั้นนับเป็นการเปลี่ยนทุกอย่าง เพราะ ลิเวอร์พูล กลายเป็นแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก ในซีซั่ย 21018-19 ก่อนที่จะมาเป็นแชมป์ลีกในซีซั่นนี้ โดยตลอดช่วง 2 ฤดูกาลที่ผ่านมาที่เขาเล่นให้ ลิเวอร์พูล นั้น อลีสซง ลงเล่นไป 81 นัด และเสียไป 51 ประตู
   
7. "กำเนิดโคตรฟูลแบ็กแห่งยุค"

ลิเวอร์พูล 2-0 ฟูแล่ม – 11 พฤศจิกายน ปี 2018

   ในขณะที่ ลิเวอร์พูล ยอมจ่ายเงินระดับสถิติโลกเพื่อการได้มาซึ่ง อลีสซง กับ ฟาน ไดค์  แต่อีกหนึ่งตำแหน่งสำคัญที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จคือฟูลแบ็กทั้งสองข้างซึ่งมีค่าตัวรวมกันเพียง 8 ล้านปอนด์เท่านั้น

   แอนดี้ โรเบิร์ตสัน และเด็กจากท้องถิ่นอย่าง เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ต้องใช้เวลาอยู่พักหนึ่งกว่าจะกลายเป็นจอมแอสซิสต์อย่างในทุกวันนี้ได้ โดยตอนนี้ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ก็เพิ่งมีอายุแค่ 22 ปีเท่านั้นด้วย

10 เกมในความทรงจำ 5 ปีระหว่าง คล็อปป์ กับ ลิเวอร์พูล
   เกมแรกที่ทั้งคู่ต่างก็ทำแอสซิสต์ได้ในนัดเดียวกันนั้นไม่ได้เป็นเกมที่น่าสนใจมากนัก เพราะเป็นการชนะ ฟูแล่ม ที่ตอนนั้นเป็นบ๊วยของตารางคะแนน โดย อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เปิดบอลให้ ซาลาห์ ทำประตูขึ้นนำให้ทีม ส่วน โรเบิร์ตสัน ครอสบอลให้ เซอร์ดาน ชากิรี่ ทำประตู

   ก่อนถึงเกมนั้นทั้งคู่ทำแอสซิสต์ใน พรีเมียร์ลีก รวมกันได้เพียง 9 ครั้ง (แบ่งเป็น 7 หนของ โรเบิร์ตสัน และ 2 ครั้งของ อล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์) แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมาพวกเขาก็ทำแอสซิสต์ได้รวมกันกว่า 40 หน และทั้งสองก็มักบลัฟกันเรื่องแอสซิสต์แข่งกัน (ฮา)

8. "การคัมแบ็กที่ยอดเยี่ยมที่สุด"

ลิเวอร์พูล 4-0 บาร์เซโลน่า (ประตูรวมชนะ 4-3) – 7 พฤษภาคม ปี 2019

   ลิเวอร์พูล แทบจะสิ้นหวังหลังแพ้ 0-3 ในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดแรก ที่สนาม คัมป์ นู เมื่อฤดูกาลก่อน

   ทว่านัดที่สองพวกเขาโชว์ฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมที่สุดนัดหนึ่งที่ แอนฟิลด์ ขึ้นมาได้ ด้วยการทำไป 4 ลูก และไม่เสียประตูเลย จนทำให้ทีมไปถึงนัดชิงชนะเลิศได้

   การเปิดลูกเตะมุมให้ ดิว็อค โอริกี้ อย่างรวดเร็วของ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ก่อนที่ โอริกี้ จะทำประตูชัยได้โดยที่แนวรับของ บาร์เซโลน่า ยังไม่ทันตั้งตัวนั้น อาจจะเป็นจังหวะที่ถูกพูดถึงตามผับในย่านเมอร์ซี่ย์ไซด์ไปอีก 50 ปีต่อจากนี้เลย

   และถ้าไม่มีจังหวะนั้นแล้วล่ะก็ อาจจะไม่เกิดเกมที่อยู่ในลิสต์ลำดับถัดไปก็เป็นได้

9. -"แชมป์ยุโรป สมัย 6"

ลิเวอร์พูล 2-0 สเปอร์ส – 1 มิถุนายน ปี 2019

   หลายคนอาจลืมไปแล้ว แต่ที่จริง คล็อปป์ ต้องใช้เวลาเกือบ 4 ปีกว่าที่จะได้แชมป์เป็นรายการแรกกับ ลิเวอร์พูล

   ก่อนหน้านั้นเขาแพ้ในนัดชิงชนะเลิศทั้ง 6 ครั้ง เมื่อนับรวมทั้งตอนคุม โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และ ลิเวอร์พูล แถมก่อนลงเล่นนัดชิงชนะเลิศพวกเขายังเพิ่งผิดหวังจากการที่ต้องเป็นเพียงรองแชมป์เพราะแพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปเพียง 1 คะแนนด้วย โดยที่ฤดูกาล 2018/19 ลิเวอร์พูล เก็บได้ถึง 97 คะแนน จนทำให้พวกเขาสร้างสถิติเป็นทีมรองแชมป์ที่เก็บแต้มได้เยอะที่สุด

   แต่พวกเขาก็หาวิธีเอาชนะ สเปอร์ส ในนัดชิงชนะเลิศของ แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ ทั้งที่จริงๆ แล้ววันนั้นพวกเขาเล่นได้ไม่ดีเท่าไหร่เลย ซาลาห์ ยิงให้ทีมขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 2 หลังจากที่ มูสซ่า ซิสโซโก้ ทำแฮนด์บอล และ โอริกี้ ก็มาทำประตูในช่วงท้ายเกมจนกลายเป็นประตูตอกย้ำชัยชนะ

   "มันเป็นฤดูกาลที่ดุเดือด และเป็นซีซั่นที่มีตอนจบสวยงามที่สุดเท่าที่ผมจะจินตนาการออกเลยล่ะ" คล็อปป์ ระบุ

10. "ทิ้ง 8 แต้ม และหนีแบบไม่เห็นฝุ่น"

ลิเวอร์พูล 3-1 แมนฯ ซิตี้ – 10 พฤศจิกายน ปี 2019

   การแพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-2 เมื่อวันที่ 3 มกราคม ปี 2019 เป็นปัจจัยที่ทำให้ ลิเวอร์พูล ชวดแชมป์ลีกในฤดูกาล 2018-19

   แต่ฤดูกาลนี้พวกเขาก็แก้ตัวได้ในเกมที่ แอนฟิลด์ เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

   หากวันนั้นทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เป็นฝ่ายชนะแล้วล่ะก็ ช่องว่างระหว่างทั้ง 2 ทีมก็จะเหลือเพียง 3 แต้ม แต่กลายเป็นว่า ลิเวอร์พูล ชนะไป 3-1 โดยจุดเปลี่ยนสำคัญในเกมดังกล่าวที่ถึงขั้นถูกมองว่าเป็นจุดตัดสินแชมป์ด้วย ก็คือการที่ตอนแรก แมนฯ ซิตี้ ฟ้องว่าน่าจะได้ลูกจุดโทษจากจังหวะที่ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เหมือนจะทำแฮนด์บอลในตอนที่ แบร์นาร์โด้ ซิลวาเปิดบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษ แต่แล้วอีก 21 วินาทีต่อมา ลิเวอร์พูล ก็ได้ประตูจาก ฟาบินโญ่

   พอจบเกมนั้น ลิเวอร์พูล ก็นำห่าง ซิตี้ เพิ่มเป็น 9 คะแนน และมากกว่า เลสเตอร์ ซิตี้ ที่เป็นอันดับ 2 เป็นจำนวน 8 แต้ม หลังจากนั้นเป็นต้นมาพวกเขาก็เล่นได้ยอดเยี่ยมจนไม่ต้องพะวงอะไรอีกเลย ชนะติดต่อกัน 18 เกม และไม่แพ้ใครเป็นเวลา 422 วันติด ก่อนที่สถิติจะไปหยุดที่เกมกับ วัตฟอร์ด ที่แพ้ไป 0-3

   สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ได้แชมป์ลีกโดยที่ไม่ต้องเล่นเอง เนื่องจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปแพ้ เชลซี และตอนนี้ ลิเวอร์พูล ก็กำลังมีลุ้นเก็บแต้มโดยรวมได้สูงที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ของ พรีเมียร์ลีก ด้วย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s