รายได้ต่อปีเท่าไหร่..ถ้าเป็นผู้ตัดสินระดับฟีฟ่าเบอร์ 1 ของไทย

เพิ่งจะบอกปัดข้อเสนอสุดงดงามจากไชนีส ซุปเปอร์ลีกของจีนที่ให้ค่าจ้างต่อการตัดสิน 1 แมตช์ 1 แสนบาท และเบี้ยเลี้ยงอีกวันละ 1 หมื่น การันตีเดือนเดียวที่จ้างไปเกิน 5 แสนบาท ทำให้หลายคนเกิดข้อสงสัยว่า ผู้ตัดสินรายได้จะงดงามแบบนี้หรือไม่ถ้าไม่ถูกจ้างไปเป็นพิเศษ
    “เปาโค้ช”ศิวกร ภูอุดม ฟีฟ่าอีลิตที่ถูกยกให้เป็นผู้ตัดสินระดับตัวท็อปเบอร์หนึ่งของไทยในตอนนี้ ได้เปิดเผยถึงรายได้ของการตัดสินของตัวเองว่า ถ้าเป็นก่อนช่วงโควิดเมื่อปีที่แล้ว จะได้รับค่าตัดสินแมตช์ละ 1 หมื่นบาท โดยเดือน ๆ หนึ่งมี 3-4 แมตช์ก็จะได้เดือนละประมาณ 4 หมื่นบาท

        “ถ้าคิดเป็นต่อปีก็ได้อยู่ในราว 2.4 แสนบาท เพราะไม่ได้เป่าทั้งปี ขณะที่ถ้าไปเอเอฟซี จะได้เบี้ยเลี้ยงวันละ 200 เหรียญหรือ 6,000 บาทในช่วงเดินทาง แมตช์แข่งก็ได้เท่ากัน แต่จะได้ค่อนข้างยาวหน่อย ปีที่แล้วผมมีรายได้จากเอเอฟซี ก็ตกประมาณ 2 แสนกว่า รวมแล้วต่อปีก็รับประมาณ 5 แสนบาททั้งลีกไทยและเอเอฟซี ไม่รวมการถูกเชิญไปตัดสินบอลลีกของเพื่อนบ้าน ถามว่าอยู่ได้ไหม ก็ได้ล่ะครับ เพราะงานจะเข้ามาเรื่อย ๆ ยิ่งผลงานดี รายได้ก็จะเพิ่มมากขึ้นตามฝีมือและผลงานไปด้วยครับ”

“แม็กไกวร์” ทำสถิติหายากหลังโดนไล่ออกที่เวมบลีย์

แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ปราการหลังร่างใหญ่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำสถิติหายากในทีมชาติอังกฤษ ที่ก่อนหน้านี้มีเพียงแค่ 2 รายที่ทำได้ หลังเจ้าตัวถูกไล่ออกในเกมเจอกับ เดนมาร์ก เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา
                แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เซนเตอร์แบ็กกัปตันทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลายเป็นแข้งทีมชาติอังกฤษรายที่ 3 ในประวัติศาสตร์ ที่ถูกไล่ออกในการเตะที่สังเวียนแข้ง เวมบลีย์ หลังเจ้าตัวได้รับใบแดงตั้งแต่ช่วงครึ่งแรกในศึก ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก เอ กลุ่มสอง นัดที่ "สิงโตคำราม" แพ้ เดนมาร์ก คาบ้าน 0-1 เมื่อวันพุธที่ 14 ตุลาคม ที่ผ่านมา

              แม็กไกวร์ ได้รับใบเหลืองแรกตั้งแต่นาทีที่ 5 ก่อนมาโดนอีกเหลืองในนาทีที่ 31 หลังเข้าหนักใส่ แคสเปอร์ ดอลเบิร์ก ทำให้ ปราการหลังร่างยักษ์วัย 27 ปี กลายเป็นนักเตะ "ทรีไลอ้อนส์" คนที่ 3 ที่โดนไล่ออกในเกมที่ เวมบลีย์ ต่อจากสองตำนานมิดฟิลด์อย่าง พอล สโคลส์ (เจอ สวีเดน เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 1999) และ สตีเว่น เจอร์ราร์ด (เจอ ยูเครน เมื่อเดือนกันยายน ปี 2012) 

              เกมนี้ เดนมาร์ก ได้ประตูชัยจากการสังหารลูกจุดโทษของ คริสเตียน อีริคเซ่น ในนาทีที่ 35 ซึ่งนี่ถือเป็นครั้งแรกที่ อังกฤษ เสียประตูจากลูกจุดโทษและมีผู้เล่นถูกไล่ออกในเกมเดียวกัน นับตั้งแต่เกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายศึก เวิลด์ คัพ 1998 ที่ อังกฤษ เจอกับ อาร์เจนตินา (เดวิด เบ็คแฮม โดนไล่ออก)

นักข่าวสายหงส์เชื่อสามประสานลิเวอร์พูลเล่นด้วยกันปีสุดท้าย

เอียน ดอยล์ นักข่าวของ ลิเวอร์พูล เอ็คโค่ สื่อท้องถิ่นของเมืองลิเวอร์พูล เชื่อว่าจะมีคนใน 3 แนวรุกชุดปัจจุบันของ ลิเวอร์พูล ที่จะต้องบอกลาทีมหลังจบซีซั่นนี้ พร้อมเดาว่า ซาดิโอ มาเน่ น่าจะเป็นคนที่มีโอกาสโดนโละมากที่สุด
  
เอียน ดอยล์ นักข่าวคนดังของ ลิเวอร์พูล เอ็คโค่ สื่อท้องถิ่นชั้นนำประจำเมืองลิเวอร์พูล แสดงความเชื่อว่าฤดูกาล 2020-21 จะเป็นซีซั่นสุดท้ายที่ ซาดิโอ มาเน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ จะได้เล่นร่วมกันที่ ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่ของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

3 แนวรุกตัวจริงของ ลิเวอร์พูล ในตอนนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในแนวรุกที่น่ากลัวที่สุดของทวีปยุโรปมาพักหนึ่งแล้ว แต่มันก็ทำให้พวกเขาตกเป็นข่าวเกี่ยวกับการย้ายทีมอย่างต่อเนื่องด้วย โดยทั้งหมดยังมีสัญญากับ "หงส์แดง" จนถึงช่วงซัมเมอร์ ปี 2023

ดอยล์ กล่าวในช่วงถาม-ตอบกับคนอ่านว่า "ที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล ขายนักเตะได้ดี และนั่นก็ทำให้ช่วงซัมเมอร์ของปีหน้ามันน่าสนใจมากๆ เพราะผมก็ยังเชื่อว่านี่จะเป็นฤดูกาลสุดท้ายที่ ซาลาห์, มาเน่ และ ฟีร์มิโน่ จะได้เล่นร่วมกัน ใครใน 3 คนนั้นที่จะย้ายออกไปน่ะเหรอ ? ผมเองก็ไม่รู้หรอก อย่าลืมนะว่านี่เป็นเพียงการคาดเดาของผมเท่านั้น แต่ที่จริงแค่การที่แนวรุกคู่หนึ่งจะได้เล่นร่วมกัน 4 หรือ 5 ปีมันก็ถือว่าหาได้ยากแล้ว ยิ่งเป็นแนวรุกที่มี 3 คนนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย"

"ถ้าจะให้ผมเดาโดยที่วางเงินเดิมพันสัก 1 เพนนีแล้วล่ะก็ผมก็คงจะเดาว่าเป็น มาเน่ เพราะ ลิเวอร์พูล จะได้เงินก้อนโตจากการขายเขา แต่ตอนนี้มันก็ไม่มีนักเตะตัวจริงคนไหนที่อยากย้ายออกจาก ลิเวอร์พูล น่ะนะ คือถ้าคุณเป็นคนในกลุ่มนั้นนี่คุณจะอยากย้ายออกจากทีมในตอนนี้ไปทำไมกัน จริงไหมล่ะ ? (สื่อว่า ลิเวอร์พูล กำลังมีลุ้นความสำเร็จจนไม่น่าจะมีใครอยากย้ายออกจากทีมหากเป็นตัวจริงกับทีมอยู่แล้ว)"

ยุติดราม่า! “รามอส” ชักภาพร่วมโด้หลังเกมอุ่นเกือก

เซร์คิโอ รามอส กัปตันทีมเรอัล มาดริด โพสต์ภาพที่ถ่ายร่วมกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หลังจบเกมที่ สเปน เสมอ โปรตุเกส แบบไร้สกอร์ แมตช์อุ่นเกือกเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยเป็นการยืนยันว่าความบาดหมางที่ไม่คุยกันมานาน 2 ปีไม่มีอีกต่อไปแล้ว
               เซร์คิโอ รามอส เซนเตอร์แบ็กจอมแกร่ง เรอัล มาดริด โพสต์ภาพผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพื่อเป็นการยุติประเด็นดราม่ากรณีที่มีการแฉว่าตนกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ไม่ได้พูดคุยกันมานาน 2 ปี หลังจบแมตช์ที่ สเปน เสมอ โปรตุเกส 0-0 เกมอุ่นเครื่อง เมื่อวันพุธที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา

              ก่อนหน้าแมตช์นี้มีการแฉกันสนั่นโลกว่า รามอส กับ โรนัลโด้ ซึ่งเล่นร่วมกันที่ เรอัล มาดริด ไม่คุยกันอีกเลยนับตั้งแต่ที่ ลูก้า โมดริช เพลย์เมกเกอร์ชาวโครเอเชีย คว้ารางวัลบัลลง ดอร์ เมื่อปี 2018 เนื่องจากไม่พอใจปฏิกิริยาที่แสนเย็นชาของ "ซีอาร์ 7" หลังจากที่เจ้าตัวพลาดได้รางวัลทรงเกียรติ

             อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการยุติข้อพิพากต่างๆ รามอส ได้เดินเข้าไปในห้องแต่งตัวทีมชาติโปรตุเกส พร้อมกับชักภาพถ่ายรูปร่วมกับ สตาร์ลูกหนัง "ม้าลาย" ยูเวนตุส ซึ่งทั้งคู่ได้โชว์เสื้อแข่งหมายเลข 7 ทีมชาติโปรตุเกสของ "เฮียโด้" โดยงานนี้ เปเป้ กองหลังฝอยทองที่เคยร่วมงานกับทั้งสองคนในทัพ "ราชันชุดขาว" ก็อยู่ในเฟรมเพื่อเป็นสักขีพยานด้วย

             กัปตันทีม "โลส บลังโกส" โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่าน "เฟซบุ๊ค" สื่อสังคมออนไลน์ยอดนิยมว่า "เรายังอยู่ที่นี่…และสิ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ก็คือความสุขที่ได้เจอกับเพื่อนๆ ของคุณ เรายังอยู่ใกล้ๆ กัน….และยังมีอะไรอีกมากมายที่จะเข้ามา ! มันช่างมีความสุขที่ได้พบกับพวกนาย, เหล่าเพื่อนผองของผม @Cristiano Ronaldo @Pepe."

 

แฉโด้,รามอสไม่คุยกันตั้งแต่โมดริชได้บอลทองคำ

สื่อดังแดนกระทิงดุ รายงาน คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับ เซร์คิโอ รามอส ไม่ได้พูดคุยกันเลยมานานนับตั้งแต่ที่ ลูก้า โมดริช ได้บอลทองคำเมื่อปี 2018 โดยเหตุผลสำคัญเพราะ กัปตันเรอัล มาดริด ไม่พอใจปฏิกิริยาของ "เฮียโด้" ตอนที่ สตาร์ชาวโครแอต ได้บัลลง ดอร์ ไปครอบครอง
               คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าซูเปอร์สตาร์ กับ เซร์คิโอ รามอส ปราการหลังจอมแกร่ง ซึ่งคว้าแชมป์ร่วมกับ 15 รายการในช่วงที่เล่นให้กับ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด ไม่ได้พูดคุยกันมานาน  2 ปีนับตั้งแต่ที่ ลูก้า โมดริช คว้ารางวัลบัลลง ดอร์ จากการเปิดเผยของ มาร์ก้า สื่อดังในประเทศสเปน
              อดีตเพื่อนร่วมสังกัด "โลส บลังโกส" มีโอกาสจะได้พบกันอีกครั้งในแมตช์ที่ โปรตุเกส ปะทะ กับ สเปน ในเกมอุ่นเครื่องวันพุธที่ 7 ตุลาคมนี้ (ตามเวลาท้องถิ่น) โดยพวกเขาไม่ได้ติดต่อกันมานานนับตั้งแต่ที่ โมดริช คว้ารางวัลบอลทองคำเมื่อปี 2018

              "มาร์ก้า" รายงานว่า รามอส และเพื่อนร่วมทัพ "ราชันชุดขาว" ไม่สนใจ กัปตันทีมชาติโปรตุเกสซึ่งปัจจุบันเล่นให้กับ "ม้าลาย" ยูเวนตุส อีกเลยหลังจากที่ "ซีอาร์ 7" แสดงปฏิกิริยาเย็นชาจากการที่ตนเองต้องพลาดได้รางวัลทรงเกียรติซึ่งตกเป็นของ เพลย์เมกเกอร์ทีมชาติโครเอเชีย

              ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อน โรนัลโด้ เคยให้สัมภาษณ์ถึงความรู้สึกที่แสนเจ็บปวดที่พลาดได้บัลลง ดอร์ ในปีนั้นว่า "แน่นอน ผมผิดหวัง…เวลาอยู่ในสนามผมทำทุกอย่างเพื่อคว้าบัลลง ดอร์ แต่ผมไม่ค่อยแฮปปี้ถ้าผมไม่ได้รางวัล ผมมีเพื่อนและครอบครัวที่แสนดี ผมเล่นให้กับหนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่ (เรอัล มาดริด)"

              "ขอแสดงความยินดีกับ โมดริช ซึ่งได้รับรางวัลนี้ แต่ในปีหน้าเราจะต้องเจอกันอีกครั้ง และผมจะทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่ผมมีเพื่อที่จะคว้ารางวัลนี้อีกครั้ง คุณคิดว่าผมจะกลับบ้านแล้วร้องไห้ไหมละ ?" อดีตดาวเตะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ระบุ

โปรตุเกสแถลงโรนัลโด้ติดเชื้อโควิด-19

ซีอาร์เซเว่นต้องถอนตัวออกจากทีมชาติโปรตุเกส หลังถูกตรวจพบว่าติดเชื้อโควิด-19
สหพันธ์ฟุตบอลโปรตุเกส แถลงผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการเปิดเผยเรื่องที่ คริสเตียโน โรนัลโด้ ถูกตรวจพบว่าติดเชื้อโควิด-19

ดาวเตะวัย 35 ปี มีผลตรวจโควิด-19 ครั้งล่าสุดออกมาเป็นบวก ทำให้ต้องถอนตัวจากทีมชาติโปรตุเกสชุดเตรียมลงเล่นในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก พบกับสวีเดนในคืนวันพุธนี้ทันที

ขณะที่ผลตรวจของนักเตะโปรตุเกสรายอื่น ๆ นั้นออกมาเป็นลบทั้งหมด ทำให้สามารถลงฝึกซ้อมในวันนี้ (อังคารที่ 13 ตุลาคม) ได้ตามปกติ ส่วนทาง โรนัลโด้ ก็ถูกแยกไปกักตัวแล้ว ซึ่งเจ้าตัวนั้นก็ไม่ได้มีอาการป่วยแต่อย่างใด
ทั้งนี้ โปรตุเกส จะสามารถลงแข่งขันได้ตามปกติ ในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก นัดที่ 4 ของลีก A กลุ่ม 3 ด้วยการเปิดสนามโชเซ อัลวาลาด ในเมืองหลวงกรุงลิสบอน ต้อนรับการมาเยือนของ สวีเดน คืนวันพุธที่ 14 ตุลาคม คิกออฟ 1.45 น. ตามเวลาไทย

หาเหตุผลทีมเจลีก ไม่เลือกใช้ ‘กวินทร์’ และ ‘ธีรศิลป์’

รายแรก ‘ธีรศิลป์ แดงดา’ กองหน้าวัย 32 ปี ไม่มีชื่อแม้กระทั่งตัวสำรอง 2 เกมเจลีกหลังสุด มีกระแสข่าวอย่างหนักว่า สามารถตกลงค่าตัวที่ 24 ล้านบาท พร้อมค่าเหนื่อย 750,000 ต่อเดือน เตรียมเข้ามาเล่นให้กับ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ในช่วงเลกสองไทยลีกฤดูกาล 2020-2021 นี้ เคสนี้ ‘มุ้ย’ ไม่ได้หมดอนาคตของ ‘ชิมิสึ เอส-พัลส์’ แต่ว่าเป็นการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตนเอง

สัญญาของกองหน้าทีมชาติไทยจะหมดลงกับยอดทีมแห่งถิ่นนิฮงไดระ สเตเดี้ยม หลังจบฤดูกาล 2021 สอดคล้องกับเจลีกฤดูกาลนี้ไม่มีการตกชั้น ทำให้เราเห็นได้ว่า ‘ปีเตอร์ ชคลามอสกี้’ กุนซือใหญ่ได้ทำการทดลองทีมที่แตกต่างออกไป แม้จะดูเหมือนยังหาความลงตัวไม่ได้จากผลงานที่ย่ำแย่ นั้นเป็นสิ่งที่สะท้อนว่าเขายังจะได้ทำทีมต่อไปในฤดูกาลหน้าแน่นอน จึงได้ทำการทดลงระบบการเล่นทั้งแผนการเล่น 4-2-3-1 ในช่วงต้นฤดูกาล จนเปลี่ยนมาเป็น 3-5-2 ในปัจจุบัน

กุนซือชาวออสเตรเลียวัย 41 ปี ใช้ผู้รักษาประตู 3 คน , ให้โอกาสผู้เล่นอายุต่ำกว่า 20 ปี ลงสนามประเดิมเจลีกฤดูกาลนี้หลายต่อหลายคน , ยกเลิกสัญญายืมตัว มาโกโตะ โอกาซากิ กองหลังวัย 22 ปี ที่ยืมมาจากเอฟซี โตเกียว กลับต้นสังกัด เพราะคงเลือกที่จะไม่ใช้งานแน่นอนในฤดูกาลหน้า เพราะถ้าหากอยากใช้ต่อจริง ก็คงมีสัญญาซื้อขาดไปแล้ว

นั่นหมายความว่าหาก ‘ปีเตอร์’ ไม่ได้มอง ‘มุ้ย’ ในแผนงานการทำทีมฤดูกาลหน้า ที่จะเข้มข้นเพราะระบบการแข่งขันปกติมีการตกชั้นจะกลับมา ก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้งานเพื่อแผนอนาคต การย้ายออกจากทีมไปสู่ทีมไทยลีกที่ลุ้นแชมป์ไทยลีก และพื้นที่ถ้วยเอเชีย นั่นเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว

กรณีของ ‘กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์’ ก็เช่นกัน ตั้งลงเล่น 90 นาทีเต็ม 2 เกมในฟุตบอลถ้วย แต่กลับในเกมลีกไม่ได้รับโอกาสลงเล่นแม้แต่นาทีเดียว ซ้ำร้ายพอ ทาคาโนริ ซูเกโนะ นายทวารตัวจริงวัย 36 ปี ฟอร์มตก ‘ตอง’ กลับไม่ได้รับโอกาสลงสนาม แต่ ‘มิไฮโล เปโตรวิช’ เลือกใช้ ‘โคจิโร่ นากาโนะ’ นายทวารวัย 21 ปี เจ้าของส่วนสูง 2 เมตร ที่ยังเรียนหนังสือในระดับมหาวิทยาลัยลงเล่นเป็นตัวจริงไปแล้ว 3 เกม

แบบนี้ไม่ใช่เรื่องของการต้องการผู้รักษาประตูใช้เท้าเพื่อให้เข้ากับสไตล์เจลีกอะไรแล้ว คำถามก็คือสัญญายืมตัวของ ‘กวินทร์’ 2 ฤดูกาล บอร์ดบริหารซัปโปโรมีท่าที่อย่างไรกับสัญญานี้ เพราะหากยังเป็นสัญญายืมตัวอยู่ มันเป็นเหตุผลได้ที่ กุนซือชาวเซอร์เบีย ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ผู้รักษาประตูในทีมชาติไทย เพราะว่านี่ไม่ใช่การสร้างทีมเพื่อต่อยอดในอนาคต

สถานะของนายทวารวัย 30 ปี ต้องการโอกาสการลงเล่น เพราะในตอนนี้เขาเสียสถานะมือหนึ่งทีมชาติไทยไปได้สักพัก ฉะนั้นโอกาสการลงสนามเพื่อสูจน์ตัวเอง เรียกความมั่นใจกลับมาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากยังไม่ได้รับโอกาสแบบนี้ การหาทางออกกลับมาเล่นไทยลีกอีกครั้งเป็นทางออกที่เป็นไปได้และมีประโยชน์ที่สุดแล้ว

ใครนะ? ทำ “หญิงเป๋อ” ช้ำใจได้ลงคอ

เธอผู้นี้เคยสร้างความฮือฮาให้กับโลกโซเชียล ที่มาพร้อมๆกับช่วง โควิด-19 ระบาดในเมืองไทย ที่ทีมงานฟุตบอลสยาม ,สยามสปอร์ต ได้เคยนำภาพและประวัติของเธอมานำเสนอ ถือว่าปัง เอาเรื่องทีเดียว กับการเปิดวาร์ป ของเธอ
    วันนี้ทีมงานทราบมาว่า เปาสาวนามว่า "หญิงเป๋อ" ครองขวัญ สาขา จากจ.สกลนคร ส่อแววอกหักซะแล้ว ตามแคปชั่นในแอปไลน์ของเธอ ที่ ระบุว่า "ทำไมเมื่อมีรัก ฉันจึงต้องช้ำใจ"

    ใครกันนะทำให้หัวใจสาวสวยดีกรีผู้ตัดสินหญิง รายนี้เศร้าได้ บอกใบ้ให้ละกันว่าเป็นนักฟุตบอลด้วยนะ แถมเป็นนักบอลที่เป็นพี่น้องนักบอลอีกต่างหาก บอกใบ้แค่นี้พอ

    ใครจะอาสาดามอกให้ "หญิงเป๋อ" ลองไปดักเจอเธอตามสนามฟุตบอลก็แล้วกัน ล่าสุดเห็นเธอไปตัดสินในรายการ MOL ลีกที่สนามหนึ่งด้วย

 

อาร์เซน่อลบุกทุบเลสเตอร์ ลิ่วบาวคัพรอบ4โอกาสชน “หงส์แดง” มีสูง

"ปืนใหญ่" ขนสำรองลงสนามเกือบยกชุดก่อนจะเบียดเอาชนะเจ้าบ้าน เลสเตอร์ ซิตี้ ที่จัดแข้งสำรองเช่นกัน 2-0 จากการทำเข้าประตูตัวเองของ คริสเตียน ฟุคส์ ก่อนที่ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ จะยิงนาทีสุดท้ายให้ อาร์เซน่อล ผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้าย รอพบผู้ชนะระหว่าง ลินคอล์น ซิตี้ หรือ ลิเวอร์พูล ในศึกคาราบาว คัพ รอบ 3 เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา

สนาม : คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม

    "บิ๊กแมตช์" คาราบาว คัพ รอบ 3 เมื่อคืนวันพุธที่ 23 กันยายน ที่ผ่านมา เป็นการพบกันระหว่าง เลสเตอร์ ซิตี้ เปิดคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม รับมือ อาร์เซน่อล ซึ่งทั้งสองทีมต่างโชว์ฟอร์มเยี่ยมเก็บชัยชนะ 2 เกมในลีกมาด้วยกันทั้งคู่

    เกมนี้  เบรนแดน ร็อดเจอร์ส แข้งสำรองเป็นหลักวาง เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ หน้าเป้าและให้ เจมส์ แมดดิสัน, คีร์นาน ดิวส์บิวรี่-ฮอลล์, เดมาไร เกรย์ และมาร์ค อัลไบรท์ตัน ปั้นเกมสนับสนุน ส่วนทางฝั่ง มิเกล อาร์เตต้า นายใหญ่ของอาร์เซน่อลโรเตชั่นส่งแข้งสำรองลงสนามเช่นกัน 3 ประสานแนวรุกวาง นิโกล่าส์ เปเป้,  เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ และ รีสส์ เนลสัน

    ออกสตาร์ทครึ่งแรกมาแค่ 3 นาที "ปืนใหญ่" ทีมเยือนได้ทักทายก่อนเลยหลัง รีสส์ เนลสัน ตัดบอลได้ทางซ้ายก่อนเลี้ยงตัดเข้าหน้ากรอบตะบันด้วยขวาบอลพุ่งจะฮุคใต้คานแต่ไปติดปลายนิ้วของ แดนนี่ วอร์ด

    นาทีที่ 6 ถัดมา มาร์ค อัลไบรท์ตัน เปิดบอลไปให้ เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ อัดด้วยซ้ายแต่บอลยังไม่ผ่านมือ แบร์นด์ เลโน่

    จังหวะเข้าทำของ "ปืนใหญ่" ดูดีกว่า นาที 17 ได้ลุ้นจากจังหวะที่ เปเป้ หลุดไปในกรอบทางขวาก่อนซัดไปติดบล็อค คริสเตียน ฟุคส์ และจากลูกเตะมุมถัดมา เซอัด โคลาซินัช ได้ซัดนอกกรอบเต็มแรงแต่บอลพุ่งหลุดกรอบออกไป

    อีก 2 นาทีถัดมา อาร์เซน่อล ได้เสียวอีกเมื่อ บูคาโย่ ซาก้า พาบอลถึงเส้นหลังแล้วปาดเลียดไปหน้ากรอบไม่ถึง 6 หลา แต่แข้งไอ้ปืนใหญ่ รวมทั้ง เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ ต่างเข้าชาร์ตไม่ถึงบอลผ่านหน้าประตูไปอย่างน่าเสียดาย

    นาที 29 ทีมเยือนพลาดโอกาสชิงขึ้นนำอย่างน่าเสียดาย หลัง รีสส์ เนลสัน เลี้ยงจี้เข้าไปหน้ากรอบแล้วปั่นด้วยขวาไปทางเสาไกล แต่บอลยังไปติดเซฟของ แดนนี่ วอร์ด ที่พุ่งปัดหวุดหวิด

    อีกครั้ง รีสส์ เนลสัน มีโอกาสหลัง โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ จ่ายให้ซัดไม่ถึง 12 หลาหน้าประตูแต่แข้งวัย 20 ปีดันยิงด้วยขวาออกข้างไปอย่างน่าผิดหวัง

    นาที 39 ทัพ "จิ้งจอกสยาม" พลาดโอกาสทองที่จะชิงขึ้นนำอย่างน่าเสียดาย หลัง เจมส์ แมดดิสัน โชว์สกิลแตะหลบแข้งอาร์เซน่อลก่อนปั่นโค้งๆนอกกรอบ แต่บอลพุ่งไปชนเสาก่อนจะมาเข้ามือ แบร์นด์ เลโน่

    จบครึ่งแรก เลสเตอร์ ซิตี้ ยังเสมอกับ อาร์เซน่อล แบบไร้สกอร์ 0-0

    กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาที 47 เดมาไร เกรย์ จ่ายให้ต่อให้ เจมส์ แมดดิสัน ซัดด้วยขวานอกกรอบเหินหนีคานออกไปไกล

    นาที 57 กลายเป็น อาร์เซน่อล ที่บุกมาขึ้นนำ 1-0 จนได้ นิโกล่าส์ เปเป้ กระชากหนีแนวรับจิ้งจอกก่อนจะปาดไปติดมือ แดนนี่ วอร์ด บอลมาเข้าทาง เปเป้ ที่พยายามซ้ำแต่บอลพุ่งไปชนเสาก่อนกระดอนไปโดน คริสเตียน ฟุคส์ ปลิ้นเข้าประตูตัวเอง

    เจ้าบ้านโอกาสเข้าไปส่องแบบจะๆ แทบจะไม่มีเท่าไหร่ นาที 75 เจ้าหนู ลุค โธมัส จ่ายต่อให้ เดมาไร เกรย์ กดด้วยขวานอกกรอบแต่บอลพุ่งไปเข้ามือ แบร์นด์ เลโน่

    นาที 81 เลสเตอร์ ปล่อยโอกาสไล่ตีเสมอหลุดไปอย่างน่าเสียดายหลังได้ลุ้นจากฟรีคิกนอกกรอบ ก่อนที่ มาร์ค อัลไบรท์ตัน จะเปิดมาเสาแรกให้ อโยเซ่ เปเรซ โฉบมาโหม่งถากเสาออกไป

    นาทีสุดท้าย ลูกทีมของ อาร์เตต้า มาได้ประตูที่สองจากจังหวะที่ เบเยริน จ่ายเลียดเข้ากลางให้ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ ยิงไปติดบล็อคแข้งเจ้าถิ่นก่อนตามซ้ำเข้าไปตุงตาข่าย

    จบเกม เลสเตอร์ ซิตี้ พ่ายคาบ้านให้ อาร์เซน่อล 0-2 ส่งผลให้ "ปืนใหญ่" ผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้าย โดยจะรอพบผู้ชนะระหว่าง ลินคอล์น ซิตี้ ทีมจากลีกวัน หรือลิเวอร์พูล ในช่วงสิ้นเดือนนี้

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        เลสเตอร์ (4-1-4-1) : แดนนี่ วอร์ด – แดเนี่ยล อมาร์ตี่ย์, เวส มอร์แกน, คริสเตียน ฟุคส์, ลุค โธมัส – ฮัมซ่า เชาด์รี่ – มาร์ค อัลไบรท์ตัน, เจมส์ แมดดิสัน (เดนิน ปราต น.72), คีร์นาน ดิวส์บิวรี่-ฮอลล์ (อโยเซ่ เปเรซ น.76), เดมาไร เกรย์ – เคเลชี่ อิเฮียนาโช่

        อาร์เซน่อล (3-4-3) : แบร์นด์ เลโน่ – ร็อบ โฮลดิ้ง, ดาวิด ลุยซ์, เซอัด โคลาซินัช – เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส, โมฮาเหม็ด เอลเนนี่,  โจ วิลล็อค (ดานี่ เซบายอส น.78) , บูคาโย่ ซาก้า (เอคตอร์ เบเยริน น.87) – นิโกล่าส์ เปเป้, เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์, รีสส์ เนลสัน (วิลเลี่ยน น.72)

        ผู้ตัดสิน : ปีเตอร์ แบงค์ส

ประเดิมโชต้า! “โจนส์-มินามิโนะ” เบิ้ลลิเวอร์พูลยำลินคอล์นลิ่วชนปืนใหญ่

เหล่าสาวก "เดอะ ค็อป" หน้าบานเต็มที่หลังขุนพลทัพสำรอง "หงส์แดง" โชว์ฟอร์มร้อนแรงบุกถล่ม ลินคอล์น ซิตี้ 7-2 จากผลงานสุดฮอตของ "โจนส์-มินามิโนะ" เหมาคนละ 2 ประตูแถม ดีโอโก้ โชต้า ลงประเดิมสนามพาทีมผ่านเข้าไปฟัด อาร์เซน่อล ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายต่อไป ในศึกฟุตบอลคาราบาว คัพ รอบ 3 คืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
สนาม : แอลเอ็นอีอาร์ สเตเดี้ยม

    ”ดิ อิมพ์ส” ลินคอล์น ซิตี้ รองจ่าฝูง ลีก วัน ของกุนซือ ไมเคิ่ล แอ็พเพิลตัน ฟอร์มร้อนแรงชนะมา 5 เกมติดรวมทุกรายการส่วนถ้วยนี้ผ่านเข้ารอบมาด้วยการบุกถล่ม แบร็ดฟอร์ด ซิตี้ 5-0

    ทางด้าน "หงส์แดง" นายใหญ่ เจอร์เกน คล็อปป์ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมโดยชนะมา 3 ติดต่อกันรวมทุกรายการ โดยหลังจากที่พลาดท่าแพ้จุดโทษอาร์เซน่อลใน คอมมิวนิตี้ ชิลด์ หงส์แดง ก็คืนฟอร์มเก่ง ถล่มแบล็คพูล 7-2, ก่อนที่จะเฉือน ลีดส์ ยูไนเต็ด 4-3 และชนะ เชลซี 2-0

  5 นาทีผ่านเป็น ลิเวอร์พูล ครองบอลบุกตามคาดได้ลุ้นทำประตูจากจังหวะซัดของ เคอร์ติส โจนส์ และลูกเปิดทางซ้ายของ คอสคาส ซิมิกาส แต่ยังไม่ดีพอผ่านมือ อเล็กซ์ พาลเมอร์

    ต่อมานาทีที่ 9 "หงส์แดง" ขึ้นนำอย่างรวดเร็วจากความผิดพลาดของ แม็กซ์ เมลเบิร์น ไปเสียเหลี่ยมหวด เคอร์ติส โจนส์ เสียฟรีคิกระยะอันตรายหน้าหัวกะโหลกฝั่งขวา เชอร์ดาน ชากิรี่ วิ่งมาปั่นด้วยซ้ายบอลโค้งเสียบใต้คานตุงตาข่ายงามหยด

 นาทีที่ 17 ทีมเยือน หวิดบวกสกอร์เพิ่มเป็นจังหวะทำชิ่งทางฝั่งซ้าย มาร์โก กรูยิช ดีดคืนให้ คอสคาส ซิมิกาส ครอสบอลเข้าในมาตกใส่ เคอร์ติส โจนส์ แต่งได้ช่องตะบันด้วยซ้ายหลุดออกหลังไป

    ไม่ต้องรอนานนาทีต่อมา "หงส์แดง" ทิ้งห่างออกไปจากจังหวะแจกโชคของ ลูอิส มอนส์ม่า จ่ายบอลประมาทไปติดขา ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ ก่อนเด้งมาเข้าทาง ทาคูมิ มินามิโนะ เก็บส้มหล่นปั่นตามน้ำด้วยขวาโค้งผ่านมือ อเล็กซ์ พาลเมอร์ เสียบเสาไกลสุดสวย

    โอกาสลุ้นครั้งแรกของทัพ ”ดิ อิมพ์ส” เป็นลูกฉาบฉวยแนวรับ ลิเวอร์พูล เหม่อโดนเล่นฟรีคิกเร็ว เจมส์ โจนส์ หลุดขึ้นมาทางซ้ายก่อนตวัดเข้าในไปติดปลายมือ อาเดรียน ผวาปัดทิ้งออกหลัง

    27 นาทีผ่าน จ้าถิ่น เริ่มขยับเกมรุกมากขึ้นเป็น จอร์ช กรานท์ วิ่งสอดหลุดกับดักล้ำหน้าก่อนป้ายเข้าถึง แอนโทนี่ สคัลลี่ ซัดไม่ดีบอลเลยมาถึง คอสคาส ซิมิกาส ตามสกัดออกหลังไปได้ทัน

แต่แล้วนาทีที่ 32 กลายเป็น "หงส์แดง" บวกสกอร์เพิ่มจากบอลยาวของ รีห์ส วิลเลียมส์ วางแทยงเข้าเขตโทษตกใส่หัว ดิว็อค โอริกี้ โขกตั้งให้ เคอร์ติส โจนส์ ดึงเข้าขวาปั่นโค้งผ่าน ทิโมธี อีโยม่า ซุกก้นตาข่าย

    3 นาทีต่อมา ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ ขอลุ้นเองบ้างลองซัดด้วยซ้ายระยะร่วม 30 หลาบอลพุ่งเรียดเกือบเบียดเสาแรกแต่ อเล็กซ์ พาลเมอร์ พุ่งไปปัดทิ้งออกหลังหวุดหวิด

    ยังไม่หนำใจนาทีต่อมา ลิเวอร์พูล ยำใหญ่คราวนี้ ลูอิส มอนส์ม่า โหม่งสกัดไม่ขาดบอลมาเข้าทาง ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ แทงเร็วให้ เคอร์ติส โจนส์ ชิงเหลี่ยมหมุนตัวเทิร์นบอลก่อนปั่นด้วยขวาแฉลบ ทิโมธี อีโยม่า เข้าไปไม่มีเหลือ

    ท้ายครึ่งแรก ลินคอล์น ซิตี้ พยายามฮึดสู้ ทิโมธี อีโยม่า แอบมาเก็บบอลทางริมเส้นฝั่งขวาหลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปหยอดให้ เจมส์ โจนส์ โฉบมาโขกคนเดียวเข้าข้างตาข่ายอย่างน่าเสียดาย

    ช่วงทดเจ็บ ทาโย อีดัน ปีกตัวความหวังของ ”ดิ อิมพ์ส” หลุดเข้ามาถึงในกรอบเขตโทษโชว์ลีลาหลอก รีห์ส วิลเลียมส์ ได้ลองยัดมุมแคบด้วยซ้ายก็ยังไม่ผ่านมือ อาเดรียน ตะปปทิ้งเหมือนเดิม

    หมดครึ่งเวลาแรก ลินคอล์น ซิตี้ 0 ลิเวอร์พูล 4

    ครึ่งหลังเริ่มได้ไม่ถึงนาที ทีมเยือน ยังคงไร้ปราณีหนีออกไปอีกจากการใช้  เพรสซิ่ง แย่งบอลมาได้สุดท้ายเป็น เคอร์ติส โจนส์ แทงช่องให้ ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ หลุดเดี่ยวเข้าไปทิ่มติดเซฟ อเล็กซ์ พาลเมอร์ โชคดีเด้งมาเข้าทาง ทาคูมิ มินามิโนะ สลับขาแปร์เข้าไปไม่พลาด

    นาทีที่ 48 อาเดรียน ไม่น้อยหน้าขอโชว์บ้างออกมาตัดลูกหลุดเดี่ยวของ แฮร์รี่ แอนเดอร์สัน ก่อนกลับไปยืนตำแหน่งปัดบอลออกจากเท้า ทาโย อีดัน

 มีพลาดเหมือนกันนาทีที่ 53 ทาโย อีดัน ตักบอลเข้ากรอบเขตโทษ รีห์ส วิลเลียมส์ โดดสกัดไม่ดีเลยมาถึง แอนโทนี่ สคัลลี่ ตามเก็บตกแปร์ไปติดขา อาเดรียน บล็อคช่วยทีมเอาไว้ได้

    นาทีที่ 61 เจ้าถิ่นมาได้ประตูปลุกใจเป็น เนโก วิลเลี่ยมส์ เล่นยากโดนฉกกลางสนามโดน จอร์ช กรานท์ พาบอลย้อนทางขึ้นมาจ่ายเข้าในให้ ทาโย อีดัน ดึงเข้าขวาทิ้งตัวแปร์เรียดผ่าน อาเดรียน เข้าไป

    เกมเปิดแลกสุดมันส์ 4 นาทีต่อมา ลิเวอร์พูล มาได้ประตูครบครึ่งโหลเป็น ลูอิส มอนส์ม่า คนเดิมเคลียร์บอลไม่ขาดมาตกใส่เท้า มาร์โก กรูยิช ก้มหน้ากดหน้าเขตโทษติดปลายนิ้ว เล็กซ์ พาลเมอร์ ไหลเข้าประตู

    นาทีต่อมา ลินคอล์น ซิตี้ แลกหมัดทันควัน จากลูกเตะมุมทางฝั่งซ้ายโยนลึกไปเสาไกลให้ ลูอิส มอนส์ม่า แก้ตัววิ่งสลัดตัวประกบขึ้นตัดหน้า เนโก วิลเลี่ยมส์ โขกบอลชนใต้คานเด้งเข้าประตูไป

    70 นาทีผ่าน ทิโมธี อีโยม่า ไปเข้าพรวดกระแทก ทาคูมิ มินามิโนะ ร่วงรงไปแทบจะบนเส้น 18 หลา ฟาบินโญ่ รับหน้าที่ปั่นด้วยขวาบอลเฉี่ยวเสาไกลหลุดออกไปได้ลุ้น

    15 นาทีสุดท้าย ดีโอโก้ โชต้า เกือบเบิกสกอร์แรกในนัดประเดิมสนามรับบอลจาก นาบี เกอิต้า แต่งหาช่องหักข้อด้วยขวาบอลผ่านมือ อเล็กซ์ พาลเมอร์ ไปชนเสาเด้งออกมา

    2 นาทีต่อมา เจ้าถิ่น เริ่มมองเห็นจุดอ่อนในแนวรับ ลิเวอร์พูล แอนโทนี่ สคัลลี่ ถอยมาเก็บบอลทางซ้าย หยอดเข้าในให้ ทีโอดอร์ อาคิบัลด์ เอาชนะ เนโก วิลเลี่ยมส์ เสียดายโขกไปตรงตัว อาเดรียน

    ท้ายเกม "หงส์แดง" มาปิดกล่องจากจังหวะสวนกลับ ทาคูมิ มินามิโนะ พาบอลลากลุยจากครึ่งสนามก่อนแทงออกขวาให้ ดิว็อค โอริกี้ วิ่งมาแปร์ตามน้ำผ่านมือ อเล็กซ์ พาลเมอร์ ไม่พลาด

  จบเกม ลินคอล์น ซิตี้ 2 ลิเวอร์พูล 7 ลูกทีมของ เจอร์เกน คล็อปป์ ทำผลงานได้ตามเป้าผ่านเข้าไปฟัด อาร์เซน่อล ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายต่อไป
 
รายชื่อนักเตะที่ลงสนามตัวจริง

    ลินคอล์น ซิตี้ (4-3-3) : อเล็กซ์ พาลเมอร์ – อเล็กซ์ แบรดลีย์, ทิโมธี อีโยม่า, ลูอิส มอนส์ม่า, แม็กซ์ เมลเบิร์น – ทาโย อีดัน, เลียม บริดคัตต์ (ทอม ฮอปเปอร์ น.60), เจมส์ โจนส์ (คอเนอร์ แม็คเกรนเลส น.60) – แฮร์รี่ แอนเดอร์สัน (ทีโอดอร์ อาคิบัลด์ น.67), แอนโทนี่ สคัลลี่, จอร์ช กรานท์

เทรนเนอร์ : ไมเคิ่ล แอ็พเพิลตัน

    ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อาเดรียน – เนโก วิลเลี่ยมส์, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ (ฟาบินโญ่ น.46), รีห์ส วิลเลียมส์, คอสคาส ซิมิกาส, ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ (ดีโอโก้ โชต้า น.57), เคอร์ติส โจนส์, มาร์โก กรูยิช  – เชอร์ดาน ชากิรี่ (นาบี เกอิต้า น.75), ดิว็อค โอริกี้, ทาคูมิ มินามิโนะ

เทรนเนอร์ : เจอร์เกน คล็อปป์

ผู้ตัดสิน : โทนี่ แฮร์ริงตัน