คล็อปป์เป่าปาก! อาแจ็กซ์ยิงตัวเอง-ลิเวอร์พูลบุกเฉือนหวิว เปิดหัวชปล.

"หงส์แดง" ฟอร์มเหนียวแน่นทั้งที่มีปัญหาแนวรับ แต่ยังบุกไปคว้าชัยเหนือ อาแจ็กซ์ หวุดหวิด 1-0 จากการทำเข้าประตูตัวเองของ นิโกลัส ตายาฟิโก้ ส่งผลให้ ลิเวอร์พูล ประเดิมสามแต้มแรก ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา

สนาม :  โยฮัน ครัฟฟ์ อารีน่า

    เอริค เทน ฮาก เกมนี้ไม่มีปัญหาเท่าไหร่จัดตัวเก่งทั้ง ดาวิด เนเรส, โมฮัมเหม็ด คูดาส และดูซาน ทาดิช ส่วนทางฝั่ง "หงส์แดง" มาในสภาพทีมไม่สมบูรณ์หลังแนวรับมีปัญหาลงไม่ได้ทั้ง เฟอร์กิล ฟานไดค์ และโฌแอล มาติป ทำให้ ฟาบินโญ่ ต้องยืนเซ็นเตอร์แบ็กคู่กับ โจ โกเมซ แทนส่วนแนวรุกยังเป็น 3 ประสานทั้ง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ ซาดิโอ มาเน่

    ครึ่งแรกเริ่มมาได้แค่ 9 นาที เจ้าบ้าน อาแจ็กซ์ ต้องเปลี่ยนตัวคนแรกอย่างรวดเร็วหลัง โมฮัมเหม็ด คูดาส เล่นต่อไม่ไหวทำให้ต้องส่ง ควินซี่ โพรเมส ลงมาเล่นแทน

    นาที 15 อาเดรียน นายด่านของ "หงส์แดง" เกือบทำพลาดหลังออกบอลด้วยเท้าหน้าประตูตัวเองไปติดบล็อคแข้งเจ้าถิ่น แต่ดีที่บอลกระเด้งไปตรงกรอบ

    ก่อนเจ้าถิ่นจะได้เตะมุมในนาทีถัดมา บอลต่อเนื่องจาก ดูซาน ทาดิช เปิดยาวไปเสาไกลให้ ลิซานโดร มาร์ติเนซ เซ็นเตอร์แบ็กเทกตัวขึ้นโขกแต่บอลยังไปตรงตัว อาเดรียน

    "หงส์แดง" ได้ลุ้นบ้าง นาที 19 เจมส์ มิลเนอร์ ซัดนอกกรอบแต่บอลก็ไม่ได้ลุ้น อีกนาทีถัดมา เคอร์ติส โจนส์ ยิงด้วยซ้ายนอกกรอบแต่บอลก็เบาไปเข้ามือ โอนาน่า อีก

    นาที 32 อาแจ็กซ์ พลาดโอกาสลุ้นขึ้นนำ หลัง ดาวิด เนเรส  เปิดบอลให้  ควินซี่ โพรเมส หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปยิงติดเซฟของ อาเดรียน

    นาที 35 ประตูแรกของเกมเป็นทางฝั่ง ลิเวอร์พูล ที่บุกมานำไปก่อน 1-0 จากจังหวะที่ มิลเนอร์ ทุ่มบอลเข้ามาให้ ซาดิโอ มาเน่ พลิกบอลหลบเข้าปในกรอบก่อนหวดด้วยขวา บอลพุ่งไปโดนขา นิโกลัส ตายาฟิโก้ กลายเป็นเปลี่ยนทางเสียบเสาสองเข้าประตูตัวเองไป

    นาที 40 แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน สปีดพาบอลจากแดนตัวเองขึ้นมาถึงหน้ากรอบก่อนไหลออกขวาให้ ซาลาห์ เลี้ยงตัดเข้าซ้ายข้างถนัดแต่จังหวะสุดท้ายดันยิงไปติดบล็อคอย่างน่าเสียดาย

    นาที 44 "หงส์แดง" เกือบพลาดเสียประตู หลัง ดูซาน ทาดิช หลุดเข้าไปกระดกบอลข้ามหัว อาเดรียน กำลังจะเข้าประตูไปแล้ว แต่ ฟาบินโญ่ ยังวิ่งตามไปสกัดบอลบนเส้นอย่างหวุดหวิด

    อีกนาทีถัดมา โรเบิร์ตสัน กระชากบอลก่อนเปิดไปให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ โขกแต่บอลยังไปติดเซฟของ อ็องเดร โอนาน่า

    จบครึ่งแรก อาแจ็กซ์ ตามหลัง ลิเวอร์พูล 0-1

    ครึ่งหลังกลับมาบู๊กันแค่ นาที 46 เจ้าบ้านเกือบได้ลูกตีเสมอหลัง ดาวี่ คลาสเซ่น ซัดบอลนอกกรอบผ่านมือ อาเดรียน ไปแล้วแต่ยังไปแม่นเสาอย่างน่าเสียดาย

     เกมแลกกันสนุก นาที 57 ทัพหงส์ได้ลุ้นจากลูกเตะมุม แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน เปิดมาเข้าหัว ฟาบินโญ่ โหม่งเน้นๆแต่บอลไปติดผู้เล่นเจ้าถิ่นออกหลังหวุดหวิด

    อีกนาทีถัดมา แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ที่วันนี้โดดเด่นสุดๆ ครอสบอลไปหน้ากรอบให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ขึ้นโขกหลุดกรอบออกไป

    ทว่าหงส์บุกเพลินๆ เกือบโดน อาแจ็กซ์ ตีเสมอ นาที 58 บอลสวนกลับของ นูส์แซร์ มาซราอูย แบ็กขวาครอสมาให้ ควินซี่ โพรเมส ยิงเน้นๆแต่ยังไปติดเซฟของ อาเดรียน ปัดออกหลัง

    นาที 60 เจอร์เก้น คล็อปป์ เปลี่ยนรวดเดียว 3 คน ถอดสามแนวรุกทั้ง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ ซาดิโอ มาเน่ ออกแล้วส่ง เซอร์ดาน ชากิรี่, ทาคูมิ มินามิโนะ และดีโอโก้ โชต้า ลงไปเล่นแทน

    อีก 10 นาทีถัดมา ทาคูมิ มินามิโนะ เกือบใส่สกอร์ที่สองให้ลิเวอร์พูล หลังรับลูกจาก ชากิรี่ ก่อนตั้งป้อมตะบันไกลเต็มแรงบอลพุ่งจน อ็องเดร โอนาน่า ต้องปัดออกไป

    ช่วงเวลาที่เหลือ เจ้าถิ่นไม่สามารถทวงประตูคืนได้ จบเกม อาแจ็กซ์ พ่ายคาบ้านให้ ลิเวอร์พูล 0-1

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

         อาแจ็กซ์ (4-3-3) : อ็องเดร โอนาน่า – นูส์แซร์ มาซราอูย, แปร์ ชูร์ส์,  ลิซานโดร มาร์ติเนซ, นิโกลัส ตายาฟิโก้ –  ไรอัน กราเวนเบิร์ค, ดาเล่ย์ บลินด์, ดาวี่ คลาสเซ่น – ดาวิด เนเรส, โมฮัมเหม็ด คูดาส (ควินซี่ โพรเมส น.9), ดูซาน ทาดิช

         ผู้จัดการทีม : เอริค เทน ฮาก

         ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อาเดรียน – เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, ฟาบินโญ่, โจ โกเมซ, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน – เคอร์ติส โจนส์, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม, เจมส์ มิลเนอร์ – โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่
 
       ผู้จัดการทีม :  เจอร์เก้น คล็อปป์

         ผู้ตัดสิน : เฟลิกซ์ ไบรช์ (เยอรมัน)

ใครนะ? ทำ “หญิงเป๋อ” ช้ำใจได้ลงคอ

เธอผู้นี้เคยสร้างความฮือฮาให้กับโลกโซเชียล ที่มาพร้อมๆกับช่วง โควิด-19 ระบาดในเมืองไทย ที่ทีมงานฟุตบอลสยาม ,สยามสปอร์ต ได้เคยนำภาพและประวัติของเธอมานำเสนอ ถือว่าปัง เอาเรื่องทีเดียว กับการเปิดวาร์ป ของเธอ
    วันนี้ทีมงานทราบมาว่า เปาสาวนามว่า "หญิงเป๋อ" ครองขวัญ สาขา จากจ.สกลนคร ส่อแววอกหักซะแล้ว ตามแคปชั่นในแอปไลน์ของเธอ ที่ ระบุว่า "ทำไมเมื่อมีรัก ฉันจึงต้องช้ำใจ"

    ใครกันนะทำให้หัวใจสาวสวยดีกรีผู้ตัดสินหญิง รายนี้เศร้าได้ บอกใบ้ให้ละกันว่าเป็นนักฟุตบอลด้วยนะ แถมเป็นนักบอลที่เป็นพี่น้องนักบอลอีกต่างหาก บอกใบ้แค่นี้พอ

    ใครจะอาสาดามอกให้ "หญิงเป๋อ" ลองไปดักเจอเธอตามสนามฟุตบอลก็แล้วกัน ล่าสุดเห็นเธอไปตัดสินในรายการ MOL ลีกที่สนามหนึ่งด้วย

 

กางกฎไทยลีก หากเกิดเหตุสุดวิสัยก่อนเกมการแข่งขัน

เปิดกฎไทยลีกว่าไง หากเกิดเหตุสุดวิสัยก่อนเกมการแข่งขัน หลังจากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเมื่อไฟฟ้าสนาม แพท สเตเดี้ยม ดับก่อนเกมราว 20 นาที และไม่สามารถแก้ไขให้ทันเวลาเตะ 18.00 น. กระทั่งมีคำสั่งยุติ และให้รอการประกาศจากทางไทยลีกอีกครั้ง
  
จากเหตุการเกมการแข่งขันฟุตบอล ไทยลีก 1  ฤดูกาล 2020 ที่สนามแพท สเตเดี้ยม ระหว่างทีม ”’สิงห์เจ้าท่า”’ การท่าเรือ เอฟซี อันดับ 6 ของตารางที่มี 13 แต้มจาก 7 นัด เปิดบ้านรับมือ ”’กิเลนผยอง”’ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด  เมื่อวันที่ 4 ต.ค.ที่ ผ่านมา และเกิดเหตุหม้อแปลงไฟระเบิด ทำให้ไฟสนามได้ดับลง จนเลยเวลาแข่งไปจนถึง 19.00 น. ไฟสนามยังไม่ติด จึงต่อยุติเกมการแข่งขันนี้และรอไทยลีกแจ้งบทสรุปอีกครั้ง

โดยตามกฤไทยลีก บทที่4 : กฎกติกาและระเบียบที่ใช้ควบคุมการแข่งขันกีฬาฟุตบอลลีกอาชีพรายการไทยลีก1

20.3. ในกรณีเหตุสุดวิสัยเกิดขึ้นก่อนทําการแข่งขัน โดยมิใช่การกระทําความผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เช่น ไฟฟ้าส่องสนามดับ เพราะฟ้าผ่าทําให้ระบบไฟฟ้าเสียหาย หรือฝนตกหนักทําให้มีน้ําท่วมขังสนามมากเป็นต้น ซึ่งแต่ละกรณีท่ีเกิดขึ้นได้ ล่วงเลยเวลาเริ่มการแข่งขันไปนานกว่า 60 นาทีแล้ว ซึ่งผู้ตัดสิน เห็นว่าแต่ละกรณีไม่สามารถทําการแข่งขันได้ และแจ้ง ให้ผู้ควบคุมการแข่งขันเลื่อนการแข่งขันออกไป โดยให้ทําการแข่งขันในวันกลางสัปดาห์ถัดไปที่เหมาะสม หรือวันเวลาอื่นตามที่ ฝ่ายจัดการแข่งขัน กําหนด ส่วนค่าใช้จ่ายให้เป็นหน้าที่ของแต่ละฝ่าย ที่จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ

เป๊ปช้ำ-แมนซิตี้สะดุดอีก! โรดริโก้แสบซัดพาลีดส์ไล่เจ๊าสุดมันส์

ราฮีม สเตอร์ลิง แม้จะซัดประตูให้ "เรือใบสีฟ้า" ขึ้นนำไปก่อนทว่าในครึ่งหลังเจอทีเด็ดของ โรดริโก้ โมเรโน่ หัวหอกทีมชาติสเปนซัดจ่อๆพา ลีดส์ ยูไนเต็ด ไล่เจ๊า 1-1 แบ่งแต้มกันไป ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา

รสนาม : เอลแลนด์ โร้ด

    พรีเมียร์ลีก นัดที่ 4 เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม ที่ผ่านมา เจ้าบ้าน "ยูงทอง" ลีดส์ ยูไนเต็ด ทีมอันดับ 7 ชนะมา 2 เกมติด ล่าสุดบุกเฉือนชนะ เชฟฯยูไนเต็ด 1-0 เกมนี้รับมือ "เรือใบสีฟ้า" แมนฯซิตี้ ทีมอันดับ 12 ที่ลงเล่นเป็นนัดที่ 3 หลัง2เกมแรกชนะและแพ้มา ซึ่งฟอร์มล่าสุดพ่ายคาบ้านให้ เลสเตอร์ ซิตี้ สุดเละเทะ 2-5

    มาร์เซโล่ บิเอลซ่า ใช้ แพทริค แบมฟอร์ด เป็นหน้าเป้า โดยมีตัวสนับสนุนอย่าง เอลแดร์ กอสต้า และไทเลอร์ โรเบิร์ต ส่วนฝั่ง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ประเดิมใช้ รูเบน ดิอาส เซ็นเตอร์แบ็กตัวใหม่ที่ซื้อมาด้วยคาตัว 62 ล้านปอนด์ ขณะที่แนวรุกยังใช้ 3ประสานทั้ง เฟร์ราน ตอร์เรส, ราฮีม สเตอร์ลิง และริยาด มาห์เรซ

    เริ่มเกมมาไม่ถึง 3 นาที "เรือใบสีฟ้า" เกือบได้ประตูขึ้นนำไปก่อน เควิน เดอ บรอยน์ ตะบันฟรีคิกกว่า 35 หลาบอลพุ่งชนเสาแรกอย่างน่าเสียดาย แม้ ราฮีม สเตอร์ลิง จะพุ่งมาซ้ำแต่บอลชนหน้าแข้งออกหลังไป

    ทีมเยือนยังเปิดเกมรุกโจมตีอย่างหนัก นาที 11 เควิน เดอ บรอยน์ ลากมาซัดกลางประตูไปติด โรบิน ค็อช ก่อนอีก 2 นาทีถัดมา เฟร์ราน ตอร์เรส ได้หลุดไปทางขวาก่อนจะหวดไปติดแนวรับยูงทองเช่นกัน

    นาที 15 ลูกทีมของเป๊ปชวดได้ประตูอีก คราวนี้ สเตอร์ลิง โชว์สเต็ปสับขาก่อนล็อคหนี ลุค อายลิ่ง แล้วปาดไปเสาไกลให้ ตอร์เรส วิ่งมาอัดด้วยซ้ายบอลน่าจะเข้า แต่ก็ยังไปติดบล็อค สจ๊วร์ต ดัลลัส

    นาที 18 หลังบดอยู่นาน แมนฯซิตี้ มาพังตาข่ายนำเจ้าถิ่น 1-0 สำเร็จ เป็นความยอดเยี่ยมของ ราฮีม สเตอร์ลิง กระชากจากซ้ายตัดเข้ากลางก่อนซัดด้วยขวาไม่ถึง 18 หลาส่งบอลพุ่งเสียบมุมตาข่าย

    นาที 24 เจ้าบ้าน "ยูงทอง" มีโอกาสลุ้นเช่นกัน เอลแดร์ กอสต้า จ่ายสั้นๆให้ แพทริค แบมฟอร์ด กดด้วยซ้ายพุ่งข้ามคานแบบได้เสียว

    นาที 37 ลูกทีมของ บิเอลซ่า เกือบได้ลุ้นตีเสมอ ไทเลอร์ โรเบิร์ต ไหลสั้นให้ สจ๊วร์ต ดัลลัส หลุดเข้าไปซัดมุมแคบในกรอบ 6 หลาแต่บอลยังไปติดเซฟของ เอแดร์ซอน ที่ออกมาบล็อคลูกได้ทัน

    ช่วงทดเจ็บ นาที 45+1 เจ้าบ้านพลาดได้ประตูอีกครั้ง หลัง ลุค อายลิ่ง ฉกความผิดพลาดของ เบนฌาแม็ง เมนดี้ ก่อนลากเข้าไปล็อกหนี เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์ แต่จังหวะซัดด้วยซ้ายดันไปติดปลายมือของ เอแดร์ซอน ที่เซฟได้อย่างเหลือเชื่อ

   จบครึ่งแรก ลีดส์ ยูไนเต็ด ตามหลัง แมนฯซิตี้ 0-1

    ครึ่งหลัง มาร์เซโล่ บิเอลซ่า เปลี่ยนตัวถอดเอา  เอซกาน อลิโอสกี้ ที่ไม่มีส่วนร่วมกับเกมเท่าไหร่ออกแล้วส่ง เอียน โปเวด้า-โอกัมโป้ ลงเล่นแทน

    แค่ นาที 46 เจ้าบ้านได้ลุ้นตีเสมออีก คราวนี้ โปเวด้า-โอกัมโป้ ไหลบอลต่อให้ แพทริค แบมฟอร์โ ซัดด้วยซ้าย ทว่ายังไปติดบล็อคของ รูเบน ดิอาซ ที่ช่วยเซฟสกัดไม่ให้ทีมเยือนเสียประตู

     นาที 56 "ยูงทอง" เปลี่ยนตัวอีกส่ง โรดรีโก้ โมเรโน่ หัวหอกทีมชาติสเปนลงมาเล่นแทน ไทเลอร์ โรเบิร์ต

    แค่ 2 นาทีที่อยู่ในสนาม โรดรีโก้ เกือบแผลงฤทธิ์หลังกระชากเข้าไปในกรอบแล้วหวดด้วยซ้ายมุมแคบบอลไปแฉลบแนวรับก่อนพุ่งชนสามเหลี่ยนมออกหลัง

    นาที 59 จากจังหวะต่อเนื่องจากลูกเตะมุม เจ้าบ้านมาทวงประตูตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จ คัลวิน ฟิลลิปส์ เปิดคอนเนอร์มากลางประตู ทว่า เอแดร์ซอน นายด่านของซิตี้ออกมาตัดบอลพลาดทำหลุดมือไปชน เบนฌาแม็ง เมนดี้ ก่อนมาเข้าทาง  โรดรีโก้ โมเรโน่ ซัดจ่อๆด้วยขวาเข้าไป เป็นประตูของเจ้าตัวในพรีเมียร์ลีกนับแต่ย้ายมาร่วมทีม

    เป๊ป ต้องแก้เกมบ้าง ถอดเอา เฟร์ราน ตอร์เรส ออกแล้วส่ง แบร์นาร์โด้ ซิลวา ที่หายเจ็บกลายมาเล่นแทน

    นาที 68 เจ้าบ้านเกือบพลิกแซงขึ้นนำ บอลจากฟรีคิกทางซ้ายเปิดมาในกรอบ เลียม คูเปอร์ เทกตัวโขกไปแฉลบหัว โรดรี้ ก่อนไปติดปลายมือ เอแดร์ซอน ปัดชนเสาอย่างน่าเสียดาย

    ทัพ "ยูงทอง" โหมกดดันบุกใส่อย่างหนัก คราวนี้ ลุค อายลิ่ง ครอสจากขวามาเสาแรก แพทริค แบมฟอร์ด โขกเช็ดเช็ดกลางให้ โรดรีโก้ โมเรโน่ โหม่งย้อนไปเสาแรก บอลกำลังจะย้อยเข้าอยู่แล้วแต่ เอแดร์ซอน ยังเหินปัดไปชนคานออกหลังหวุด
หวิด

    นาที 72 "เรือใบสีฟ้า" พลาดโอกาสขึ้นนำอย่างน่าเสียดาย หลัง สเตอร์ลิง หลุดเดี่ยวเข้าไปดวลกับ อิลล็อง เมสลิเย่ร์ แต่จังหวะสุดท้ายพยายามจะเลี้ยงหลบเลยโดนนายด่านยูงทองตะครุบบอลไว้ได้

    นาที 74 เอแดร์ซอน ต้องออกแรงเซฟอีก หลัง โรดริโก้ ไหลบอลต่อให้ แพทริค แบมฟอร์ด หลุดเข้าไปซัดด้วยซ้าย ยังดีนายด่านทีมชาติบราซิลช่วยชีวิต "ซิตี้" ไว้ได้

    ท้ายเกม ลูกทีมของ เป๊ป ไม่สามารถเจาะแนวรับยูงทองเพิ่มได้ จบเกม ลีดส์ ยูไนเต็ด เสมอกับ แมนฯซิตี้ 1-1 แบ่งแต้มกันไป
   
    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        ลีดส์ ยูไนเต็ด (4-1-4-1) : อิลล็อง เมสลิเย่ร์ – ลุค อายลิ่ง, โรบิน คอช, เลียม คูเปอร์, สจ๊วร์ต ดัลลัส – คัลวิน ฟิลลิปส์ – เอลแดร์ กอสต้า, ไทเลอร์ โรเบิร์ต, มาเตอุสซ์ คลิช, เอซกาน อลิโอสกี้ – แพทริค แบมฟอร์ด

        ผู้จัดการทีม : มาร์เซโล่ บิเอลซ่า

        แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์,  เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์, รูเบน ดิอาส, เบนฌาแม็ง เมนดี้ – เควิน เดอ บรอยน์, โรดรี้ เอร์นานเดซ, ฟิล โฟเด้น – เฟร์ราน ตอร์เรส, ราฮีม สเตอร์ลิง, ริยาด มาห์เรซ

    ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

        ผู้ตัดสิน : ไมค์ ดีน

 

ชิลเวลล์ประเดิมยิง1จ่าย1! เชลซีถล่มพาเลซยับแซงขึ้นท็อปโฟร์-จอร์จินโญ่เบิ้ลโทษ

เบน ชิลเวลล์ แบ๊กซ้ายป้ายแดงประเดิมเกมลีกนัดแรกด้วยฟอร์มสุดฮอตทำ 1 ประตูกับ 1 แอสซิสต์ ส่วน จอร์จินโญ่ ซัด 2 จุดโทษ ช่วยให้ เชลซี เปิดรังถล่ม คริสตัล พาเลซ 4-0 ขยับขึ้นไปรั้งที่ 4 ชั่วคราว ส่วน "ปราสาทเรือนแก้ว" แพ้ 2 นัดรวดหล่นมารั้งที่ 8 ของตาราง ในศึกพรีเมียร์ลีก เมื่อวันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คู่แรกประจำวันเสาร์ที่ 3 กันยายน 2563 ที่สนาม สแตมฟอร์ด บริดจ์ เป้นการพบกันระหว่าง เชลซี พบ คริสตัล พาเลซ

    เชลซี ของกุนซือ แฟร้งค์ แลมพาร์ด เกมนี้ส่ง เอดูอาร์ เมนดี้ ผู้รักษาประตูรายใหม่ลงประเดิมเฝ้าเสาเป็นตัวจริงนัดแรกในเกมลีก เช่นเดียวกับ เบน ชิลเวลล์ แบ๊กซ้ายรายใหม่ได้ลงเป็นตัวจริงเช่นกัน ขณะที่แนวรุกดร็อป เมสัน เมาท์น เป็นเพียงสำรองแล้วส่ง ไค ฮาแวร์ทซ์ คอนทำเกมรุกสนับสนุนคู่หน้าอย่าง ติโม แวร์เนอร์ และ แทมมี่ อบราฮัม

   ส่วน คริสตัล พาเลซ ของกุนซือ รอย ฮ็อดจ์สัน จัพทัพเต็มสูบนำโดย แอนดรอส ทาวน์เซนด์ คอยทำเกมสนับสนุนคู่หน้าอย่าง จอร์แดน อายิว และ วิลฟรีด ซาฮา

    ครึ่งแรกเกมดำเนินมาถึง นาที 14 เชลซี มีโอกาสลุ้นประตูก่อนจากจังหวะที่ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ รับบอลจาก ไค ฮาแวร์ทซ์ แล้วปั่นด้วยขวาหน้าเขตโทษแต่บอลเหินข้ามคานไปไกล

    จากนั้นยังเป็นโอกาสของเจ้าถิ่น ใน นาที 19 จากจังหวะสวนกลับ ไค ฮาแวร์ทซ์ จ่ายบอลมาทางซ้ายให้ ติโม แวร์เนอร์ หลุดเข้าเขตโทษแล้วเอี้ยวตัวยิงด้วยขวา แต่บอลยังไปตรงตัวของ บิเซนเต้ ไกวต้า รับเข้าซองสบาย

    พาเลซ ยังเน้นเล่นเกมรับตามสไตล์และหวังใช้จังหวะสวนกลับเล่นงาน เชลซี จน นาที 42 แอนดรอส ทาวน์เซนด์ เปิดโค้งด้วยซ้ายจากริมเส้นฝัางขวาบอลไปเข้าหัวของ มามาดู ซาโก้ ที่เติมขึ้นมาขึ้นโขกแต่บอลไม่ตรงกรอบ

    ช่วงที่เหลือแม้ เชลซี จะเป็นขึงเกมบุกใส่มากกว่าแต่จังหวะสุดท้ายยังไม่เฉียบคมพอ ทำให้จบครึ่งแรกยังเสมอกันอยู่ 0-0

    ครึ่งหลังเล่นมาได้เพียง 5 นาที เชลซี ได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะชุลมุนหน้าปากประตู ชีกู กูยาเต้ โหม่งสกัดไม่ขาดบอลมาเข้าทางปืนของ เบล ชิลเวลล์ เติมขึ้นมาหวดเต็มข้อด้วยซ้ายส่งบอลตุงตาข่าย

    พาเลซ มีโอกาสเปิดเกมบุกใส่บ้าง นาที 63 จอร์แดน อายิว หลุดมาซัดด้วยขวาในเขตโทษคราวนี้ไปติดเซฟของ เอดูอาร์ เมนดี้ พุ่งปัดไว้ได้

    อย่างไรก็ตามการบุกของ เชลซี ได้น้ำได้เนื้อมากกว่า และมาได้ประตูนำห่าง 2-0 จากจังหวะต่อเนื่องจากลูกเตะมุม เบน ชิลเวลล์ เปิดบอลจากซ้ายให้ เคิร์ท ซูม่า ขึ้นโขกเน้นๆไม่เหลือ

    หลังจากนั้น นาที 75 "สิงห์บลูส์" เกือบได้ประตูที่สาม คัลลั่ม ฮัดสัน โอดอย เปิดจากริมเส้นฝั่งขวาให้ แทมมี่ อบราฮัม โขกเน้นๆบอลหลุดเสาออกไปนิดเดียว

    อย่างไรก็ตาม นาที 76 ไทริค มิตเชลล์ ไปสกัด แทมมี่ อบราฮัม ล้มลงในเขตโทษผู้ตัดสินชี้เป็นจุดโทษทันที ก่อนจะเป็น จอร์จินโญ่ รับหน้าที่สังหารเข้าไปไม่พลาดให้ เชลซี นำห่างเป็น 3-0

    เท่านั้นไม่พอ นาที 82 มามาดู ซาโก้ ไปทำฟาวล์ใส่ ไค ฮาแวร์ทซ์ ในเขตโทษผู้ตัดสินเป่าเป็นจุดโทษอีกครั้ง แล้วเป็น จอร์จินโญ่ คนเดิม สังหารเข้าไปไม่เหลือให้สกอร์ไหลเป็น 4-0 พร้อมเป็นประตูที่สองของมิดฟิลด์ทีมาชติอิตาลีในเกมนี้

    เวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม เชลซี ถล่ม คริสตัล พาเลซ 4-0 ขยับขึ้นไปรั้งที่ 4 ของตารางชั่วคราว
   
   
รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

เชลซี (4-2-3-1) : เอดูอาร์ เมนดี้ – เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, เคิร์ท ซูม่า, ติอาโก้ ซิลวา, เบน ชิลเวลล์ – เอ็นโกโล่ ก็องเต้ (มัตเตโอ โควาซิช น.83), จอร์จินโญ่ – คัลลั่ม ฮัดสัน โอดอย (คริสเตียน พูลิซิช น.83), ไค ฮาแวร์ทซ์, ติโม แวร์เนอร์ – แทมมี่ อบราฮัม

คริสตัล พาเลซ (4-4-2) : บิเซนเต้ ไกวต้า – โจเอล วอร์ด, ชีกู กูยาเต้, มามาดู ซาโก้, ไทริค มิตเชลล์ – แอนดรอส ทาวน์เซนด์, เจมส์ แม็คคาร์ธี่ (ลูก้า มิลิโวเยวิช น.67), เจมส์ แม็คอาร์เธอร์, เอเซ่ – จอร์แดน อายิว, วิลฟรีด ซาฮา

 

อาร์เซน่อลบุกทุบเลสเตอร์ ลิ่วบาวคัพรอบ4โอกาสชน “หงส์แดง” มีสูง

"ปืนใหญ่" ขนสำรองลงสนามเกือบยกชุดก่อนจะเบียดเอาชนะเจ้าบ้าน เลสเตอร์ ซิตี้ ที่จัดแข้งสำรองเช่นกัน 2-0 จากการทำเข้าประตูตัวเองของ คริสเตียน ฟุคส์ ก่อนที่ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ จะยิงนาทีสุดท้ายให้ อาร์เซน่อล ผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้าย รอพบผู้ชนะระหว่าง ลินคอล์น ซิตี้ หรือ ลิเวอร์พูล ในศึกคาราบาว คัพ รอบ 3 เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา

สนาม : คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม

    "บิ๊กแมตช์" คาราบาว คัพ รอบ 3 เมื่อคืนวันพุธที่ 23 กันยายน ที่ผ่านมา เป็นการพบกันระหว่าง เลสเตอร์ ซิตี้ เปิดคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม รับมือ อาร์เซน่อล ซึ่งทั้งสองทีมต่างโชว์ฟอร์มเยี่ยมเก็บชัยชนะ 2 เกมในลีกมาด้วยกันทั้งคู่

    เกมนี้  เบรนแดน ร็อดเจอร์ส แข้งสำรองเป็นหลักวาง เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ หน้าเป้าและให้ เจมส์ แมดดิสัน, คีร์นาน ดิวส์บิวรี่-ฮอลล์, เดมาไร เกรย์ และมาร์ค อัลไบรท์ตัน ปั้นเกมสนับสนุน ส่วนทางฝั่ง มิเกล อาร์เตต้า นายใหญ่ของอาร์เซน่อลโรเตชั่นส่งแข้งสำรองลงสนามเช่นกัน 3 ประสานแนวรุกวาง นิโกล่าส์ เปเป้,  เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ และ รีสส์ เนลสัน

    ออกสตาร์ทครึ่งแรกมาแค่ 3 นาที "ปืนใหญ่" ทีมเยือนได้ทักทายก่อนเลยหลัง รีสส์ เนลสัน ตัดบอลได้ทางซ้ายก่อนเลี้ยงตัดเข้าหน้ากรอบตะบันด้วยขวาบอลพุ่งจะฮุคใต้คานแต่ไปติดปลายนิ้วของ แดนนี่ วอร์ด

    นาทีที่ 6 ถัดมา มาร์ค อัลไบรท์ตัน เปิดบอลไปให้ เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ อัดด้วยซ้ายแต่บอลยังไม่ผ่านมือ แบร์นด์ เลโน่

    จังหวะเข้าทำของ "ปืนใหญ่" ดูดีกว่า นาที 17 ได้ลุ้นจากจังหวะที่ เปเป้ หลุดไปในกรอบทางขวาก่อนซัดไปติดบล็อค คริสเตียน ฟุคส์ และจากลูกเตะมุมถัดมา เซอัด โคลาซินัช ได้ซัดนอกกรอบเต็มแรงแต่บอลพุ่งหลุดกรอบออกไป

    อีก 2 นาทีถัดมา อาร์เซน่อล ได้เสียวอีกเมื่อ บูคาโย่ ซาก้า พาบอลถึงเส้นหลังแล้วปาดเลียดไปหน้ากรอบไม่ถึง 6 หลา แต่แข้งไอ้ปืนใหญ่ รวมทั้ง เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ ต่างเข้าชาร์ตไม่ถึงบอลผ่านหน้าประตูไปอย่างน่าเสียดาย

    นาที 29 ทีมเยือนพลาดโอกาสชิงขึ้นนำอย่างน่าเสียดาย หลัง รีสส์ เนลสัน เลี้ยงจี้เข้าไปหน้ากรอบแล้วปั่นด้วยขวาไปทางเสาไกล แต่บอลยังไปติดเซฟของ แดนนี่ วอร์ด ที่พุ่งปัดหวุดหวิด

    อีกครั้ง รีสส์ เนลสัน มีโอกาสหลัง โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ จ่ายให้ซัดไม่ถึง 12 หลาหน้าประตูแต่แข้งวัย 20 ปีดันยิงด้วยขวาออกข้างไปอย่างน่าผิดหวัง

    นาที 39 ทัพ "จิ้งจอกสยาม" พลาดโอกาสทองที่จะชิงขึ้นนำอย่างน่าเสียดาย หลัง เจมส์ แมดดิสัน โชว์สกิลแตะหลบแข้งอาร์เซน่อลก่อนปั่นโค้งๆนอกกรอบ แต่บอลพุ่งไปชนเสาก่อนจะมาเข้ามือ แบร์นด์ เลโน่

    จบครึ่งแรก เลสเตอร์ ซิตี้ ยังเสมอกับ อาร์เซน่อล แบบไร้สกอร์ 0-0

    กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาที 47 เดมาไร เกรย์ จ่ายให้ต่อให้ เจมส์ แมดดิสัน ซัดด้วยขวานอกกรอบเหินหนีคานออกไปไกล

    นาที 57 กลายเป็น อาร์เซน่อล ที่บุกมาขึ้นนำ 1-0 จนได้ นิโกล่าส์ เปเป้ กระชากหนีแนวรับจิ้งจอกก่อนจะปาดไปติดมือ แดนนี่ วอร์ด บอลมาเข้าทาง เปเป้ ที่พยายามซ้ำแต่บอลพุ่งไปชนเสาก่อนกระดอนไปโดน คริสเตียน ฟุคส์ ปลิ้นเข้าประตูตัวเอง

    เจ้าบ้านโอกาสเข้าไปส่องแบบจะๆ แทบจะไม่มีเท่าไหร่ นาที 75 เจ้าหนู ลุค โธมัส จ่ายต่อให้ เดมาไร เกรย์ กดด้วยขวานอกกรอบแต่บอลพุ่งไปเข้ามือ แบร์นด์ เลโน่

    นาที 81 เลสเตอร์ ปล่อยโอกาสไล่ตีเสมอหลุดไปอย่างน่าเสียดายหลังได้ลุ้นจากฟรีคิกนอกกรอบ ก่อนที่ มาร์ค อัลไบรท์ตัน จะเปิดมาเสาแรกให้ อโยเซ่ เปเรซ โฉบมาโหม่งถากเสาออกไป

    นาทีสุดท้าย ลูกทีมของ อาร์เตต้า มาได้ประตูที่สองจากจังหวะที่ เบเยริน จ่ายเลียดเข้ากลางให้ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ ยิงไปติดบล็อคแข้งเจ้าถิ่นก่อนตามซ้ำเข้าไปตุงตาข่าย

    จบเกม เลสเตอร์ ซิตี้ พ่ายคาบ้านให้ อาร์เซน่อล 0-2 ส่งผลให้ "ปืนใหญ่" ผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้าย โดยจะรอพบผู้ชนะระหว่าง ลินคอล์น ซิตี้ ทีมจากลีกวัน หรือลิเวอร์พูล ในช่วงสิ้นเดือนนี้

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        เลสเตอร์ (4-1-4-1) : แดนนี่ วอร์ด – แดเนี่ยล อมาร์ตี่ย์, เวส มอร์แกน, คริสเตียน ฟุคส์, ลุค โธมัส – ฮัมซ่า เชาด์รี่ – มาร์ค อัลไบรท์ตัน, เจมส์ แมดดิสัน (เดนิน ปราต น.72), คีร์นาน ดิวส์บิวรี่-ฮอลล์ (อโยเซ่ เปเรซ น.76), เดมาไร เกรย์ – เคเลชี่ อิเฮียนาโช่

        อาร์เซน่อล (3-4-3) : แบร์นด์ เลโน่ – ร็อบ โฮลดิ้ง, ดาวิด ลุยซ์, เซอัด โคลาซินัช – เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส, โมฮาเหม็ด เอลเนนี่,  โจ วิลล็อค (ดานี่ เซบายอส น.78) , บูคาโย่ ซาก้า (เอคตอร์ เบเยริน น.87) – นิโกล่าส์ เปเป้, เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์, รีสส์ เนลสัน (วิลเลี่ยน น.72)

        ผู้ตัดสิน : ปีเตอร์ แบงค์ส

ประเดิมแค่เจ๊า! เรอัลมาดริดเจาะไม่เข้าแค่บุกแบ่งแต้มโซเซียดาด

แชมป์เก่า เรอัล มาดริด ประเดิมสนามซีซั่นใหม่ด้วยการบุกไปแบ่งแต้มกับ เรอัล โซเซียดาด แบบไร้สกอร์ 0-0 ในเกม ลา ลีกา เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

สนาม : เรอาเล่ อารีน่า

    เรอัล โซเซียดาด เกมแรกบุกไปเสมอกับ บายาโดลิด 1-1 เกมนี้กลับมาเฝ้ารังรับมือแชมป์เก่า เรอัล มาดริด ที่ลงเล่นเป็นเกมแรก

    โดยเจ้าถิ่นฝากความหวังไว้ที่ กริสเตียน ปอร์ตู, มิเกล โอยาซาบัล และอเล็กซานเดอร์ ไอซัค ขณะที่ ซีเนดีน ซีดาน เทรนเนอร์ของชุดขาวส่ง มาร์ติน โอเดการ์ด ลงตัวจริงในลีกเป็นนัดแรกนับแต่ พฤษภาคม ปี 2015 โดยมีสามประสานทั้ง โรดรีโก้ โกเอส, คาริม เบนเซม่า และวินิซิอุส จูเนียร์ ล่าตาข่าย

    โอกาสแรกของเกมต้องรอถึง นาที 14 โอเดการ์ด ไหลสั้นๆให้ คาริม เบนเซม่า กดด้วยขวานอกกรอบแต่บอลเบาไปเข้ามือ อเล็กซ์ รามีโร่

    นาที 26 บอลสวนกลับของเรอัลได้ลุ้นอีก วินิซิอุส ได้บอลขึ้นทางขวาก่อนปาดบอลเร็วไปหน้าประตูจะถึง เบนเซม่า อยู่แล้วแต่โดน อาริตซ์ เอลุสตอนโด้ พุ่งสกัดออกหลังหวุดหวิด

    นาที 36 เซร์คิโอ รามอส กลับตัววอลเลย์ไปติดบล็อคก่อนกระดอนไปชนแขน แม้แข้งทีมเยือนจะประท้วงว่าเป็นแฮนด์บอล แต่ผู้ตัดสินไม่ว่าอะไรให้เล่นต่อ

    อีก 3 นาทีถัดมา "ราชันชุดขาว" ได้ลุ้นต่อเนื่อง คราวนี้ แฟร์กล็องด์ เมนดี้ จ่ายต่อให้  วินิซิอุส จูเนียร์ ซัดด้วยขวาหลุดกรอบออกไปแบบได้ลุ้น

    ท้ายเกม เจ้าบ้านโหมมาเป็นชุด นาที 42 โรบิน เลอ นอร์มังด์ โขกเน้นในกรอบ 6 หลา แต่บอลเหินสูงข้ามคานออกไปแบบได้เสียว

    จบครึ่งแรก ยังทำอะไรกันไม่ได้ เรอัล โซเซียดาด ยังเสมอกับ เรอัล มาดริด 0-0

    ครึ่งหลัง นาที 47 เจ้าบ้านชวดโอกาสได้ประตูขึ้นนำหลัง มิเกล โอยาซาบัล จ่ายไปเสาไกลให้  อันแดร์ บาร์เรเน็ตเซีย วิ่งมาแปด้วยซ้ายถากเสาสองออกไปแบบได้เสียว

    นาที 53 เป็นโอกาสของทีมเยือนบ้าง มาร์ติน โอเดการ์ด พาบอลขึ้นมาเองก่อนแทงทะลุช่องให้ คาริม เบนเซม่า หลุดเข้าไปซัดติดบล็อค เอลูสตอนโด้ เป็นเตะมุม

    เกมรุกของแชมป์เก่ามาเป็นชุดๆเหมือนกัน นาที 56 ดานี่ การ์บาฆาล ได้โอกาสซัดไกลนอกกรอบด้วยขวา บอลพุ่งแต่ยังไปเข้ามือ อเล็กซ์ รามีโร่

    นาที 68 โทนี่ โครส เล่นสั้นที่มุมธงกับ ลูก้า โมดริช ก่อนห้องเครื่องชาวเยอรมันจะวิ่งลงมารับบอลแล้วปั่นด้วยขวาเต็มแรงไปเสาไกล ยังดีที่ อเล็กซ์ รามีโร่ นายด่านเจ้าถิ่นพุ่งไปได้

    ช่วงเวลาที่เหลือทำอะไรกันไม่ได้ จบเกม เรอัล โซเซียดาด แบ่งแต้มกับ เรอัล มาดริด 0-0

    รายชื่อ11นักเตะทั้งสองทีม

        เรอัล โซเซียดาด (4-3-3) อเล็กซ์ รามีโร่ – อันโดนี่ โกโรซาเบล, อาริตซ์ เอลูสตอนโด้, อาริตซ์ เอลุสตอนโด้, ไอเอน มูนญอซ – อันเดร์ เกบาร่า, มิเกล เมรีโน่ – กริสเตียน ปอร์ตู, มิเกล โอยาซาบัล, อันแดร์ บาร์เรเน็ตเซีย – อเล็กซานเดอร์ ไอซัค

        เรอัล มาดริด (4-3-3) ติโบลต์ กูร์กตัวส์ – ดานี่ การ์บาฆาล,เซร์คิโอ รามอส, ราฟาแอล วาราน, แฟร์กล็องด์ เมนดี้ – โทนี่ โครส, ,ลูก้า โมดริช, มาร์ติน โอเดการ์ด – โรดรีโก้ โกเอส, คาริม เบนเซม่า, วินิซิอุส จูเนียร์

ประเดิมโชต้า! “โจนส์-มินามิโนะ” เบิ้ลลิเวอร์พูลยำลินคอล์นลิ่วชนปืนใหญ่

เหล่าสาวก "เดอะ ค็อป" หน้าบานเต็มที่หลังขุนพลทัพสำรอง "หงส์แดง" โชว์ฟอร์มร้อนแรงบุกถล่ม ลินคอล์น ซิตี้ 7-2 จากผลงานสุดฮอตของ "โจนส์-มินามิโนะ" เหมาคนละ 2 ประตูแถม ดีโอโก้ โชต้า ลงประเดิมสนามพาทีมผ่านเข้าไปฟัด อาร์เซน่อล ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายต่อไป ในศึกฟุตบอลคาราบาว คัพ รอบ 3 คืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
สนาม : แอลเอ็นอีอาร์ สเตเดี้ยม

    ”ดิ อิมพ์ส” ลินคอล์น ซิตี้ รองจ่าฝูง ลีก วัน ของกุนซือ ไมเคิ่ล แอ็พเพิลตัน ฟอร์มร้อนแรงชนะมา 5 เกมติดรวมทุกรายการส่วนถ้วยนี้ผ่านเข้ารอบมาด้วยการบุกถล่ม แบร็ดฟอร์ด ซิตี้ 5-0

    ทางด้าน "หงส์แดง" นายใหญ่ เจอร์เกน คล็อปป์ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมโดยชนะมา 3 ติดต่อกันรวมทุกรายการ โดยหลังจากที่พลาดท่าแพ้จุดโทษอาร์เซน่อลใน คอมมิวนิตี้ ชิลด์ หงส์แดง ก็คืนฟอร์มเก่ง ถล่มแบล็คพูล 7-2, ก่อนที่จะเฉือน ลีดส์ ยูไนเต็ด 4-3 และชนะ เชลซี 2-0

  5 นาทีผ่านเป็น ลิเวอร์พูล ครองบอลบุกตามคาดได้ลุ้นทำประตูจากจังหวะซัดของ เคอร์ติส โจนส์ และลูกเปิดทางซ้ายของ คอสคาส ซิมิกาส แต่ยังไม่ดีพอผ่านมือ อเล็กซ์ พาลเมอร์

    ต่อมานาทีที่ 9 "หงส์แดง" ขึ้นนำอย่างรวดเร็วจากความผิดพลาดของ แม็กซ์ เมลเบิร์น ไปเสียเหลี่ยมหวด เคอร์ติส โจนส์ เสียฟรีคิกระยะอันตรายหน้าหัวกะโหลกฝั่งขวา เชอร์ดาน ชากิรี่ วิ่งมาปั่นด้วยซ้ายบอลโค้งเสียบใต้คานตุงตาข่ายงามหยด

 นาทีที่ 17 ทีมเยือน หวิดบวกสกอร์เพิ่มเป็นจังหวะทำชิ่งทางฝั่งซ้าย มาร์โก กรูยิช ดีดคืนให้ คอสคาส ซิมิกาส ครอสบอลเข้าในมาตกใส่ เคอร์ติส โจนส์ แต่งได้ช่องตะบันด้วยซ้ายหลุดออกหลังไป

    ไม่ต้องรอนานนาทีต่อมา "หงส์แดง" ทิ้งห่างออกไปจากจังหวะแจกโชคของ ลูอิส มอนส์ม่า จ่ายบอลประมาทไปติดขา ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ ก่อนเด้งมาเข้าทาง ทาคูมิ มินามิโนะ เก็บส้มหล่นปั่นตามน้ำด้วยขวาโค้งผ่านมือ อเล็กซ์ พาลเมอร์ เสียบเสาไกลสุดสวย

    โอกาสลุ้นครั้งแรกของทัพ ”ดิ อิมพ์ส” เป็นลูกฉาบฉวยแนวรับ ลิเวอร์พูล เหม่อโดนเล่นฟรีคิกเร็ว เจมส์ โจนส์ หลุดขึ้นมาทางซ้ายก่อนตวัดเข้าในไปติดปลายมือ อาเดรียน ผวาปัดทิ้งออกหลัง

    27 นาทีผ่าน จ้าถิ่น เริ่มขยับเกมรุกมากขึ้นเป็น จอร์ช กรานท์ วิ่งสอดหลุดกับดักล้ำหน้าก่อนป้ายเข้าถึง แอนโทนี่ สคัลลี่ ซัดไม่ดีบอลเลยมาถึง คอสคาส ซิมิกาส ตามสกัดออกหลังไปได้ทัน

แต่แล้วนาทีที่ 32 กลายเป็น "หงส์แดง" บวกสกอร์เพิ่มจากบอลยาวของ รีห์ส วิลเลียมส์ วางแทยงเข้าเขตโทษตกใส่หัว ดิว็อค โอริกี้ โขกตั้งให้ เคอร์ติส โจนส์ ดึงเข้าขวาปั่นโค้งผ่าน ทิโมธี อีโยม่า ซุกก้นตาข่าย

    3 นาทีต่อมา ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ ขอลุ้นเองบ้างลองซัดด้วยซ้ายระยะร่วม 30 หลาบอลพุ่งเรียดเกือบเบียดเสาแรกแต่ อเล็กซ์ พาลเมอร์ พุ่งไปปัดทิ้งออกหลังหวุดหวิด

    ยังไม่หนำใจนาทีต่อมา ลิเวอร์พูล ยำใหญ่คราวนี้ ลูอิส มอนส์ม่า โหม่งสกัดไม่ขาดบอลมาเข้าทาง ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ แทงเร็วให้ เคอร์ติส โจนส์ ชิงเหลี่ยมหมุนตัวเทิร์นบอลก่อนปั่นด้วยขวาแฉลบ ทิโมธี อีโยม่า เข้าไปไม่มีเหลือ

    ท้ายครึ่งแรก ลินคอล์น ซิตี้ พยายามฮึดสู้ ทิโมธี อีโยม่า แอบมาเก็บบอลทางริมเส้นฝั่งขวาหลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปหยอดให้ เจมส์ โจนส์ โฉบมาโขกคนเดียวเข้าข้างตาข่ายอย่างน่าเสียดาย

    ช่วงทดเจ็บ ทาโย อีดัน ปีกตัวความหวังของ ”ดิ อิมพ์ส” หลุดเข้ามาถึงในกรอบเขตโทษโชว์ลีลาหลอก รีห์ส วิลเลียมส์ ได้ลองยัดมุมแคบด้วยซ้ายก็ยังไม่ผ่านมือ อาเดรียน ตะปปทิ้งเหมือนเดิม

    หมดครึ่งเวลาแรก ลินคอล์น ซิตี้ 0 ลิเวอร์พูล 4

    ครึ่งหลังเริ่มได้ไม่ถึงนาที ทีมเยือน ยังคงไร้ปราณีหนีออกไปอีกจากการใช้  เพรสซิ่ง แย่งบอลมาได้สุดท้ายเป็น เคอร์ติส โจนส์ แทงช่องให้ ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ หลุดเดี่ยวเข้าไปทิ่มติดเซฟ อเล็กซ์ พาลเมอร์ โชคดีเด้งมาเข้าทาง ทาคูมิ มินามิโนะ สลับขาแปร์เข้าไปไม่พลาด

    นาทีที่ 48 อาเดรียน ไม่น้อยหน้าขอโชว์บ้างออกมาตัดลูกหลุดเดี่ยวของ แฮร์รี่ แอนเดอร์สัน ก่อนกลับไปยืนตำแหน่งปัดบอลออกจากเท้า ทาโย อีดัน

 มีพลาดเหมือนกันนาทีที่ 53 ทาโย อีดัน ตักบอลเข้ากรอบเขตโทษ รีห์ส วิลเลียมส์ โดดสกัดไม่ดีเลยมาถึง แอนโทนี่ สคัลลี่ ตามเก็บตกแปร์ไปติดขา อาเดรียน บล็อคช่วยทีมเอาไว้ได้

    นาทีที่ 61 เจ้าถิ่นมาได้ประตูปลุกใจเป็น เนโก วิลเลี่ยมส์ เล่นยากโดนฉกกลางสนามโดน จอร์ช กรานท์ พาบอลย้อนทางขึ้นมาจ่ายเข้าในให้ ทาโย อีดัน ดึงเข้าขวาทิ้งตัวแปร์เรียดผ่าน อาเดรียน เข้าไป

    เกมเปิดแลกสุดมันส์ 4 นาทีต่อมา ลิเวอร์พูล มาได้ประตูครบครึ่งโหลเป็น ลูอิส มอนส์ม่า คนเดิมเคลียร์บอลไม่ขาดมาตกใส่เท้า มาร์โก กรูยิช ก้มหน้ากดหน้าเขตโทษติดปลายนิ้ว เล็กซ์ พาลเมอร์ ไหลเข้าประตู

    นาทีต่อมา ลินคอล์น ซิตี้ แลกหมัดทันควัน จากลูกเตะมุมทางฝั่งซ้ายโยนลึกไปเสาไกลให้ ลูอิส มอนส์ม่า แก้ตัววิ่งสลัดตัวประกบขึ้นตัดหน้า เนโก วิลเลี่ยมส์ โขกบอลชนใต้คานเด้งเข้าประตูไป

    70 นาทีผ่าน ทิโมธี อีโยม่า ไปเข้าพรวดกระแทก ทาคูมิ มินามิโนะ ร่วงรงไปแทบจะบนเส้น 18 หลา ฟาบินโญ่ รับหน้าที่ปั่นด้วยขวาบอลเฉี่ยวเสาไกลหลุดออกไปได้ลุ้น

    15 นาทีสุดท้าย ดีโอโก้ โชต้า เกือบเบิกสกอร์แรกในนัดประเดิมสนามรับบอลจาก นาบี เกอิต้า แต่งหาช่องหักข้อด้วยขวาบอลผ่านมือ อเล็กซ์ พาลเมอร์ ไปชนเสาเด้งออกมา

    2 นาทีต่อมา เจ้าถิ่น เริ่มมองเห็นจุดอ่อนในแนวรับ ลิเวอร์พูล แอนโทนี่ สคัลลี่ ถอยมาเก็บบอลทางซ้าย หยอดเข้าในให้ ทีโอดอร์ อาคิบัลด์ เอาชนะ เนโก วิลเลี่ยมส์ เสียดายโขกไปตรงตัว อาเดรียน

    ท้ายเกม "หงส์แดง" มาปิดกล่องจากจังหวะสวนกลับ ทาคูมิ มินามิโนะ พาบอลลากลุยจากครึ่งสนามก่อนแทงออกขวาให้ ดิว็อค โอริกี้ วิ่งมาแปร์ตามน้ำผ่านมือ อเล็กซ์ พาลเมอร์ ไม่พลาด

  จบเกม ลินคอล์น ซิตี้ 2 ลิเวอร์พูล 7 ลูกทีมของ เจอร์เกน คล็อปป์ ทำผลงานได้ตามเป้าผ่านเข้าไปฟัด อาร์เซน่อล ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายต่อไป
 
รายชื่อนักเตะที่ลงสนามตัวจริง

    ลินคอล์น ซิตี้ (4-3-3) : อเล็กซ์ พาลเมอร์ – อเล็กซ์ แบรดลีย์, ทิโมธี อีโยม่า, ลูอิส มอนส์ม่า, แม็กซ์ เมลเบิร์น – ทาโย อีดัน, เลียม บริดคัตต์ (ทอม ฮอปเปอร์ น.60), เจมส์ โจนส์ (คอเนอร์ แม็คเกรนเลส น.60) – แฮร์รี่ แอนเดอร์สัน (ทีโอดอร์ อาคิบัลด์ น.67), แอนโทนี่ สคัลลี่, จอร์ช กรานท์

เทรนเนอร์ : ไมเคิ่ล แอ็พเพิลตัน

    ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อาเดรียน – เนโก วิลเลี่ยมส์, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ (ฟาบินโญ่ น.46), รีห์ส วิลเลียมส์, คอสคาส ซิมิกาส, ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ (ดีโอโก้ โชต้า น.57), เคอร์ติส โจนส์, มาร์โก กรูยิช  – เชอร์ดาน ชากิรี่ (นาบี เกอิต้า น.75), ดิว็อค โอริกี้, ทาคูมิ มินามิโนะ

เทรนเนอร์ : เจอร์เกน คล็อปป์

ผู้ตัดสิน : โทนี่ แฮร์ริงตัน

ซลาตันเจ๋งกดเบิ้ล! มิลาน ประเดิมหรูถลุงโบโลญญ่า เปิดหัวกัลโช่

 38 ปี แล้วไง! ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ดาวยิงชาวสวีเดนโชว์ความร้ายกาจตะบันคนเดียวสองเม็ด พา เอซี มิลาน เปิดบ้านเอาชนะโบโลญญ่า ที่เหลือ 10 คนท้ายเกม ไปอย่างสนุก 2-0 ประเดิมสามคะแนน ศึกกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา

สนาม : ซาน ซิโร่

    ศึกกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 21 กันยายน ที่ผ่านมา เป็นเกมเปิดสนามระหว่างเจ้าบ้าน เอซี มิลาน รับการมาเยือนของ โบโลญญ่า

    เกมนี้ สเตฟาโน่ ปิโอลี่ วาง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช เป็นหน้าเป้า โดยมี ซามู กาสเตเยโฆ, ฮาคาน ชาลาโนกลู และอันเต้ เรบิช สนับสนุน ขณะที่ บราฮิม ดิอาซ และซานโดร โตนาลี่ แข้งตัวใหม่ที่ย้ายมามีชื่อเป็นสำรอง ส่วนทางฝั่ง โบโลญญ่า ของ ซินิซ่า มิไฮโลวิช แมตช์นี้ใช้ โรแบร์โต้ โซเรียโน่ ยืนหน้าต่ำโดยมี โรดริโก้ ปาลาซิโอ ยืนค้ำอยู่แดนหน้า

    เปิดฉากครึ่งแรกมา นาที 12 มิลาน ได้ลุ้นจากจังหวะที่ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ซัดด้วยขวาจากนอกกรอบไปติดบล็อค ดานิโล่ แนวรับโบโลญญ่าได้เตะมุม

    ทีมเยือนตอบโต้ขึ้นมาบ้าง นาที 22 ได้ส่องเข้ากรอบหนแรกจากจังหวะที่ มูซ่า บาร์โรว์ ไหลบอลให้ นิโคลาส โดมิงเกวซ กดด้วยขวาเน้นๆบอลพุ่งแรงแต่ยังไปตรงตัว จานลุยจิ ดอนนารุมม่า รับไว้ได้

    อีก 6 นาทีถัดมา ซลาตัน โชว์สเต็ปพลิกบอลครอสเข้าไปในกรอบ 6 หลา บอลโดนปลายมือ สโครุปสกี้ ปัดออกมาเข้าทาง อิสมาแอล เบนนาแซร์ ยิงหลุดกรอบออกไปแบบน่าเสียดาย

    นาที 38 เอซี มิลาน มาชิงขึ้นนำ 1-0 จนได้ จากจังหวะที่ เตโอ แอร์กน็องเดซ แบ็กซ้ายเปิดบอลมาหน้าประตูให้ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช เทกตัวเอาชนะแนวรับทีมเยือนสองคนก่อนสะบัดบอลตกพื้นเบียดเสาเข้าไปอย่างเฉียบขาด

    เกมรุกของ "ปีศาจแดง-ดำ" ยังเหนือกว่าชัดเจน นาที 44 ฮาคาน ชาลาโนกลู ได้โอกาสส่องนอกกรอบแต่จังหวะกดด้วยขวาบอลพุ่งเหินคานออกไป จบครึ่งแรก มิลาน ขึ้นนำ โบโลญญ่า 1-0

    ครึ่งหลัง มิลาน ส่ง อเล็กซิส ซาเลอมาแกร์ส ห้องเครื่องดาวรุ่งลงไปเล่นแทน ซามู กาสเตเยโฆ

    นาที 47 เจ้าถิ่นพลาดได้ลูกที่สองหลัง ซาเลอมาแกร์ส ผ่านบอลเข้ากลางให้ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช หวดด้วยขวาเน้นๆ บอลพุ่งแรงจนนายด่านโบโลญญ่าต้องปัดออกไป

    นาที 52 "ปีศาจแดงดำ" มาได้ลูกที่จุดโทษหลัง อิสมาแอล เบนนาแซร์ โดนริคคาร์โด้ ออร์โซลินี่ทำฟาวลด์ในเขตโทษ ผู้ตัดสินเช็กจาก วีเออาร์ แล้วชี้เป็นจุดโทษ ก่อนที่ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช จะซัดด้วยขวาเสยมุมบนเข้าไปอย่างเฉียบขาด เป็นประตูที่สองของดาวยิงวัย 38 ปี ในเกมนี้

    นาที 63 ซลาตัน อิบราฮิโมวิช พลาดโอกาสทำแฮตทริกอย่างน่าเสียดาย หลังรับบอลจาก ฮาคาน ชาลาโนกลู ก่อนจะแตะหลบ ลูคัสซ์ สโครุปสกี้ ไปได้แล้วแต่ยิงไม่ดีหลุดกรอบอย่างเสียดาย

    นาที 84 โบโลญญ่า พลาดโอกาสตีไข่แตกหลัง นิโคล่า ซานโซเน่ ซัดด้วยซ้ายไปติดเซฟของ จานลุยจิ ดอนนารุมม่า อีก 3 นาทีถัดมา ลอเรนโซ่ เด ซิลเวสตรี แบ็กขวาเติมขึ้นมาซัดบอลหลุดกรอบออกไป

    นาที 88 มิตเชลล์ ไดจ์ส แนวรับทีมเยือนมาโดนใบเหลืองที่สองเป็นใบแดงไล่ออกจากสนาม กระนั้นนาทีสุดท้าย ทาเกฮิโร่ โทมิยาสุ แนวรับทีมเยือนได้โขกกลางประตูแต่บอลก็ไม่พ้นมือของ ลูคัสซ์ สโครุปสกี้ –

    จบเกม เอซี มิลาน คว้าชัยเหนือ โบโลญญ่าที่ เหลือ 10 คน ท้ายเกม 2-0 คว้าสามแต้มสำคัญได้สำเร็จ

    รายชื่อ11ผู้เล่นทั้งสองทีม

        เอซี มิลาน (4-2-3-1) : จานลุยจิ ดอนนารุมม่า – ดาวิเด้ คาลาเบรีย, ซิมอน เคียร์, มัตเตโอ แก็บเบีย, เตโอ แอร์กน็องเดซ – ฟร้องค์ เกสซีเย่, อิสมาแอล เบนนาแซร์ – ซามู กาสเตเยโฆ, ฮาคาน ชาลาโนกลู, อันเต้ เรบิช- ซลาตัน อิบราฮิโมวิช

        เทรนเนอร์ : สเตฟาโน่ ปิโอลี่

        โบโลญญ่า (4-2-3-1) : ลูคัสซ์ สโครุปสกี้ – ลอเรนโซ่ เด ซิลเวสตรี, ทาเกฮิโร่ โทมิยาสุ, ดานิโล่, มิตเชลล์ ไดจ์ส – นิโคลาส โดมินเกวซ, เยอร์ดี้ เชาเท่น – ริคคาร์โด้ ออร์โซลินี่, โรแบร์โต้ โซเรียโน่, มูซ่า บาร์โรว์ – โรดริโก้ ปาลาซิโอ

        เทรนเนอร์ : ซินิซ่า มิไฮโลวิช

 

ส.บอล ชี้แจง กรณี VAR หายไปดื้อๆเกมต้องแข่งดำเนินต่อ

1 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งปัญหาเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังที่ไม่มี VAR ใช้งาน
ล่าสุดผู้สื่อข่าวสอบถาม "พาทิศ ศุภะพงษ์" เลขาธิการ ส.บอลฯ เกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้น หากว่าเทคโนโลยีช่วยตัดสิน หรือ VAR เกิดใช้งานไม่ได้ อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ทีมเจ้าบ้านจะมีความผิดไหม รวมถึง ส.บอลฯ มีแนวทางอย่างไรในการป้องกันเรื่องนี้

"พาทิศ" เผยว่า  "จริงๆเรื่องนี้มีกฏฟีฟ่าระบุอย่างชัดเจนแล้วว่า การแข่งขันต้องดำเนินต่อไปแม้ระบบขัดข้อง เพราะ VAR เป็นเพียงเทคโนโลยีผู้ช่วยผู้ตัดสิน แต่ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่จะชี้วัดว่าเกมนี้จะแข่งได้หรือไม่ได้ ซึ่งในลีกอื่นๆพบการขาดหายของสัญญาณเช่นกัน"

"แต่วิธีปฏิบัติที่ต้องทำ คือ ต้องแจ้งผู้ตัดสินในสนามทันที เพื่อแจ้งให้กัปตันทีมทราบ แมตช์คอมแจ้งผู้จัดการทีมทราบ และในกรณีที่จะไม่สามารถใช้ได้ตลอดทั้งเกมการแข่งขัน จะประกาศให้ผู้ชมในสนามได้รู้ด้วย"

เลขาธิการ ส.บอลฯ ยังเผยต่ออีกว่า "กรณีที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาให้ทางผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตรวจเช็คสายไฟเบอร์ใหม่แล้ว ปัญหาไม่ได้เป็นที่เครื่อง VAR แต่เป็นที่สัญญาณที่ขาดหายไประหว่างทาง"