5จุดสำคัญที่จะทำให้มูรินโญ่พาสเปอร์สบินสูง

เปิด 5 เหตุผลสำคัญที่จะทำให้ โชเซ่ มูรินโญ่ พา สเปอร์ส ทำผลงานเยี่ยมในซีซั่นนี้ หลังเริ่มจูนทีมได้ลงตัวในการทำงานฤดูกาลที่สอง
        ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ พุ่งขึ้นมาเป็นเต็ง 3 ที่จะคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2020/21 ตามสายตาของบริษัทรับพนันที่ถูกกฎหมายแทบทุกแห่งในประเทศอังกฤษ โดยเป็นรองแค่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับ ลิเวอร์พูล เท่านั้น

    โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือ "ไก่เดือยทอง" กำลังปรับจูนทีมของตัวเองให้ลงตัว หลังเข้ามาทำงานช่วงปลายปีที่แล้ว และนี่คือ 5 เหตุผลที่จะทำให้พวกเขาไปได้สวยในฤดูกาลนี้

    1. ขุมกำลังแน่นปึ๊กทุกตำแหน่ง

    ในช่วงเปิดตลาดซัมเมอร์ที่ผ่านมา สเปอร์ส ได้นักเตะมาเสริมทัพหลายรายทั้ง แกเร็ธ เบล, เซร์คิโอ เรกีลอน, คาร์ลอส วินิซิอุส, แม็ตต์ โดเฮอร์ตี้, ปิแอร์ เอมิล ฮอยเบิร์ก และ  โจ ฮาร์ท

    จากการที่ทีมมีขุมกำลังขนาดใหญ่ทำให้ มูรินโญ่ สามารถหมุนเวียนนักเตะได้กับการลงเตะหลายรายการที่ต้องลงเล่นสัปดาห์ละ 2 นัด

    ในเวลานี้ ทุกตำแหน่งของ สเปอร์ส มีผู้เล่นที่ทดแทนกันได้หมดไล่ตั้งแต่นายทวารที่มีทั้ง อูโก้ โยริส และ ฮาร์ท ขณะที่แนวรับก็ดูดีขึ้นหลังได้ทั้ง เรกีลอน และ โดเฮอร์ตี้ มาเสริมทัพ

    จากการที่มีตัวเลือกหลายรายส่งผลให้ มูรินโญ่ สามารถเลือกเล่นได้ทั้งแท็กติก 4-3-3 หรือ 3-5-2 ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตรงหน้าว่าจะเจอกับคู่แข่งทีมไหน

    2. ซน-เคน คู่หูนรกแตก

    ในฤดูกาลนี้ ซน ฮึง-มิน กองหน้าชาวเกาหลีใต้ ออกสตาร์ตได้ร้อนแรงด้วยการทำประตูในลีกไปแล้วถึง 7 ลูกจากการลงเล่น 5 นัด ขณะที่ใน 4 ซีซั่นก่อนหน้านี้เขาก็ทำประตูในทุกรายการรวมกันได้ถึง 77 ประตูด้วยกัน จนทำให้ได้รับคำชมอย่างมากในพักหลัง

    ขณะที่ แฮร์รี่ เคน กองหน้าทีมชาติอังกฤษ ทำไปแล้ว 5 ประตูใน พรีเมียร์ลีก นอกจากนั้นทั้งคู่ยังผลัดกันจ่ายให้ยิงอีกเป็นว่าเล่น โดยในเกมบุกไปเอาชนะ เซาธ์แฮมป์ตัน ขาดลอย 5-2 นั้น เคน แอสซิสต์ 4 ลูกให้ ซน ทำให้เป็นครั้งแรกใน พรีเมียร์ลีก ที่มีนักเตะคนเดิมจ่ายให้เพื่อนคนเดิมยิงทั้ง 4 ประตูอีกด้วย

    การสลับกันเป็นฝ่ายยิงและจ่ายระหว่างคู่หู "เคน-ซน" ทำให้มีประตูที่เกิดขึ้นจากการประสานงานกันของทั้งคู่ในศึก พรีเมียร์ลีก ไปแล้ว 28 ลูก ซึ่งมากสุดอันดับ 4 ในประวัติศาสตร์ ต่อจากคู่หู แฟร้งค์ แลมพาร์ด กับ ดีดิเย่ร์ ดร็อกบา (36 ประตู), ดาบิด ซิลบา กับ เซร์คิโอ อเกวโร่ (29 ประตู) และ โรแบร์ ปิแรส กับ เธียร์รี่ อองรี (29 ประตู) เท่านั้น

    นอกจากนี้ นับตั้งแต่ที่ มูรินโญ่ ก้าวเข้ามาคุมทัพ "ไก่เดือยทอง" เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปีก่อน เคน (33 ประตู) กับ ซน (30 ประตู) เป็นสองนักเตะที่มีส่วนร่วมกับการทำประตูรวมทุกรายการมากสุด เหนือทุกคนในเวที พรีเมียร์ลีก อีกด้วย

    3. ฮอยเบิร์ก ขับเคลื่อนเกม

    อีก 1 นักเตะ สเปอร์ส ที่ได้รับคำชมอย่างมากคือ ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบิร์ก กองกลางทีมชาติเดนมาร์ก ที่เพิ่งย้ายมาจาก เซาธ์แฮมป์ตัน เมื่อเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา

    ค่าตัวของ ฮอยเบิร์ก วัย 25 ปี อยู่ที่แค่ราว 15 ล้านปอนด์ (ประมาณ 600 ล้านบาท) เท่านั้น และเจ้าตัวก็ยึดตัวจริงได้อย่างรวดเร็ว โดยลงเล่นเป็นตัวจริงทั้ง 5 นัดใน พรีเมียร์ลีก และลงสนามเกม ยูโรปา ลีก ที่ชนะ แอลเอเอสเค 3-0 ด้วย

    ฮอยเบิร์ก ทำได้เยี่ยมทั้งในเรื่องการตัดเกม ส่งผลให้ช่วยงานของกองหลังได้เยอะ ขณะที่การทำเกมรุกก็โดดเด่น จ่ายบอลได้เยี่ยม เหมือนอย่างที่แสดงให้เห็นในการจ่ายทะลุช่องเข้าเขตโทษให้ แซร์ช ออริเย่ร์ ยิงประตูในเกมบุกไปถล่ม แมนฯ ยูไนเต็ด 6-1

    4. ไม่ใช่ มู จอมน่าเบื่ออีกแล้ว

    ก่อนหน้านี้ มูรินโญ่ ถูกมองว่า เป็นกุนซือที่น่าเบื่อ และชอบใช้แผนรถบัสในการเน้นผลการแข่งขัน ส่งผลให้ทีมของเขาไม่ค่อยทำประตูได้มากนัก

    อย่างไรก็ตาม ในซีซั่นนี้ สเปอร์ส ไม่ได้เป็นทีมที่เล่นได้น่าเบื่อ เพราะตั้งแต่เกมแรกที่แพ้ เอฟเวอร์ตัน 0-1 นั้น พวกเขาก็เดินหน้ายิงประตูคู่แข่งได้มากมาย

    "ไก่เดือยทอง" เอาชนะ เซาธ์แฮมป์ตัน 5-2 บุกถล่ม แมนฯ ยูไนเต็ด 6-1 และเสมอ เวสต์แฮม 3-3 ขณะที่ในถ้วย ยูโรปา ลีก ก็อัด มัคคาบี้ ไฮฟา 7-2 และชนะ แอลเอเอสเค 3-0

    5. ระวังทีเด็ด เบล

    แกเร็ธ เบล ปีกซูเปอร์สตาร์ทีมชาติเวลส์ ได้กลับมาเล่นให้ สเปอร์ส อีกครั้ง หลังย้ายมาจาก เรอัล มาดริด ด้วยสัญญายืมตัว 1 ฤดูกาล

    เบล กลับมาสวมยูนิฟอร์ม "ไก่เดือยทอง" หนแรกในรอบ 7 ปี หลังจากที่เจ้าตัวเก็บข้าวของย้ายจาก สเปอร์ส ไปร่วมทัพ "ราชันชุดขาว" เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2013 ด้วยค่าตัวเป็นสถิติโลก ณ เวลานั้น ที่ 100 ล้านยูโร (ประมาณ 3,700 ล้านบาท)

    แม้ เบล จะยังทำประตูให้ สเปอร์ส ในรอบนี้ไม่ได้ แต่ถ้าดาวเตะเวลส์ กลับมามีสภาพร่างกายสมบูรณ์เต็มร้อยล่ะก็ รับรองว่าเขาจะมีทีเด็ดแน่นอน

เจ็บเยอะ,ลุ้นแนวรุกเด็ด ! วิเคราะห์ 5 ข้อ ลิเวอร์พูล รับมือ มิดทิลแลนด์

ลิเวอร์พูล ยังคงต้องเจอกับปัญหาเรื่องอาการบาดเจ็บของนักเตะหลายคนทำให้แผนการโรเตชั่นของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ต้องเจอกับความยากลำบากพอสมควร สำหรับแมตช์รับมือ มิดทิลแลนด์ ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม ดี ในวันอังคารที่ 27 ตุลาคมนี้
    "หงส์แดง" หมดสิทธิ์ใช้ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ในฐานะหัวใจเกมรับ ทำให้ทีมยังต้องพึ่งพา ฟาบินโญ่ ในตำแหน่งนี้ ขณะที่แผงกองกลางก็ไม่มี ติอาโก้ อัลกันตาร่า กับ นาบี เกอิต้า ที่ยังมีปัญหาบาดเจ็บ เช่นเดียวกับ โฌแอล มาติป ที่จะต้องพลาดแมตช์นี้เช่นกัน

    อย่างไรก็ตามการที่ "เดอะ เร้ดส์" ได้ อลีสซง เบ็คเกอร์ คอยทำหน้าที่เฝ้าเสา อย่างน้อยๆ ก็รู้สึกอุ่นใจ ในส่วนของแนวรุกงานนี้ คล็อปป์ อาจจะใช้ออปชั่นพิเศษในการเลือก ทาคูมิ มินามิโนะ ลงเล่นตัวจริงหลังจากนักเตะทำผลงานได้ดีแม้จะเป็นแค่ตัวสำรองในช่วงที่ผ่านมาก็ตาม

1. ปัญหาบาดเจ็บส่งผลระบบโรเตชั่นรวน

    ลิเวอร์พูล ยังคงต้องเจอกับวิบากกรรมเรื่องปัญหานักเตะบาดเจ็บหลายคน นั่นหมายความว่าไม่ใช่งานง่ายสำหรับ เจอร์เก้น คล็อปป์ ในการที่จะใช้ระบบโรเตชั่นสำหรับแมตช์รับการมาเยือนของ มิดทิลแลนด์ แชมป์ลีกจากประเทศเดนมาร์ก

    แน่นอนว่า "หงส์แดง" จะไม่มี เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ที่ต้องผ่าตัดเอ็นไขว้หัวเข่า และมีแนวจะต้องพักนานหลายเดือน ขณะที่ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ยังไม่มีทีท่าว่าจะหายบาดเจ็บกลับมาช่วยทีมได้ นอกจากนี้ในเกมรับพวกเขายังไม่มี โฌแอล มาติป เช่นเดียวกันแผงกองกลางที่ขาด ติอาโก้ อัลกันตาร่า และ นาบี เกอิต้า ซึ่งทั้งหมดนี้มีปัญหาบาดเจ็บ ไม่ได้ลงเล่นในเกมลีกสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และยังไม่พร้อมที่จะช่วยทีมในแมตช์ถ้วยใบโตยุโรป

    ในรายของ ติอาโก้ ซึ่งคาดว่านักเตะจะฟิตร่างกายกลับมาช่วยทีมได้ในเกมปะทะ "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ยูไนเต็ด จำเป็นต้องให้พักร่างกายเพื่อเป็นการป้องกันเอาไว้ก่อน หลังจากที่เจ้าตัวได้รับบาดเจ็บจากการเข้าเสียบอย่างรุนแรงของ ริชาร์ลิสัน ในเกมเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้แมตช์ เสมอ เอฟเวอร์ตัน

    ส่วนการขาดหายไปของ มาติป แน่นอนว่า นายใหญ่เลือดด๊อยท์ช จำเป็นต้องใช้ ฟาบินโญ่ ยืนเป็นคู่หูเซนเตอร์แบ็กกับ โจ โกเมซ ต่อไปอีกแมตช์ ซึ่งจะว่าไปแล้วทั้งสองคนก็ทำผลงานได้เข้าขากัน และมีการพัฒนาในเรื่องเกมรับที่ดีวันดีคืน

    สำหรับแบ็กขวา เนโก วิลเลี่ยมส์ ยังเป็นตัวเลือกที่ กุนซือชาวเยอรมัน อาจจะใช้งานหากต้องการพัก เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ด้านแบ็กซ้าย คอสตาส ซิมิคาส ยังมีปัญหาบาดเจ็บ ทำให้ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ยังคงต้องลงเล่นตัวจริงต่อไป
 
2. แผงกองกลางขาดเยอะ แนวรุกหน้าอาจเปลี่ยนโฉม

    สำหรับแผงมิดฟิลด์ในเวลานี้ตัวเลือกสำคัญอย่าง ติอาโก้ และ เกอิต้า ยังมีปัญหาบาดเจ็บ และจำเป็นต้องพักฟื้นร่างกายอีกหลายวัน ขณะที่ ฟาบินโญ่ จำเป็นต้องขยับลงไปเล่นเป็นเซนเตอร์แบ็ก นั่นหมายความว่า คล็อปป์ มีทางเลือกไม่มากนักในการจัดแดนกลางแมตช์นี้

    ขณะเดียวกันดูเหมือนว่า คล็อปป์ ต้องการที่จะพักร่างกายของ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ซึ่งกรำศึกหนักมาหลายแมตช์ ด้วยเหตุนี้ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าแผงกองกลางจะได้เห็น เจมส์ มิลเนอร์ ทำหน้าที่ร่วมกับ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม โดยมี เคอร์ติส โจนส์ มิดฟิลด์ดาวรุ่งพุ่งแรง เป็นตัวเลือกหากเกิดกรณีฉุกเฉิน

    ส่วนอีกรายที่น่าจะได้ลงสนามนั่นก็คือ เซอร์ดาน ชากีรี่ ที่จะได้ทำงานร่วมกับ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ ดีโอโก้ โชต้า โดยมี ทาคูมิ มินามิโนะ เป็นออปชั่นเสริม ขณะที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยังคงเป็นตัวหลักในการไร้ล่าตาข่ายคู่แข่ง ด้าน ซาดิโอ มาเน่ คงจะได้พักในแมตช์นี้

    อย่างไรก็ตาม คล็อปป์ อาจจะปรับหมากด้วยการเลือกพัก เทรนต์ อเล็กซ์เดอร์-อาร์โนลด์ และส่ง เนโก วิลเลี่ยมส์ ลงไปยืนประจำการแบ็กขวา ส่วนแผงกองกลางอาจจะยังคงใช้งาน เฮนเดอร์สัน กับ ไวจ์นัลดุม เพื่อหวังที่จะจัดการ มิดทิลแลนด์ ให้เด็ด

    ในส่วนของเกมรุกต้องบอกว่าเป็นสิ่งที่สาวก "เดอะ ค็อป" หลายคนคาดหวังเอาไว้นั่นก็คือการได้เห็น มินามิโนะ ลงเล่นตัวจริงแทน ฟีร์มีโน่ โดยมี โชต้า กับ มาเน่ คอยยืนเคียงข้างขวาและซ้าย ส่วน "บังโม" ยังคงได้รับความไว้วางใจให้ยืนเป็นหน้าเป้าเหมือนเดิม

3. มิดทิลแลนด์ ไม่ได้แกร่งแต่ไม่หมูนะครับ

    แม้ว่า มิดทิลแลนด์ จะไม่ใช่สโมสรฟุตบอลที่หลายๆ คนรู้จักมากนัก แต่พวกเขาก็ถือเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จพอสมควร โดยทีมชุดนี้ได้กุนซือสมองเพชรอย่าง ไบรอัน พริสเก้ ทำหน้าที่วางหมาก และผงาดคว้าแชมป์ศึก เดนิช ซูเปอร์ลีก้า เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา

    รวมไปถึงการคว้าแชมป์ลีกในซีซั่น 2014/2015 และ 2017/2018 นอกจากนี้พวกเขายังได้แชมป์ เดนิช คัพ เป็นสมัยแรกเมื่อฤดูกาล 2018–19 ผลงานของทีมชุดนี้ก็คล้ายๆ กับ ลิเวอร์พูล เพราะ มิดทิลแลนด์ เก็บได้ 13 คะแนนจากการแข่ง 6 แมตช์แรกในซีซั่นปัจจุบัน รั้งอันดับ 2 ในตารางลีกตามหลัง  ซอนเดอร์ไจสกี้ จ่าฝูง ด้วยผลต่างประตูได้เสียเท่านั้น

    แม้ว่าทีมของกุนซือไบรอัน พริสเก้ ลงเล่นเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก แมตช์แรกด้วยการแพ้ อตาลันต้า 0-4 คาบ้านก็ตาม แต่งานนี้มีหลายเสียงเห็นพ้องต้องการว่ารูปเกมของเจ้าบ้านไม่ควรแพ้สกอร์เยอะขนาดนี้ เนื่องจาก มิดทิลแลนด์ เล่นได้ดีเยี่ยมแต่ขาดแค่ความเฉียบคมเท่านั้น

    ที่สำคัญแมตช์นี้จะเป็นครั้งแรกที่ มิดทิลแลนด์ จะได้พบกับ ลิเวอร์พูล ฉะนั้นสิ่งนี้อาจจะเป็นแรงกระตุ้นที่ดีเยี่ยมที่ทำให้ผู้มาเยือนจากแดนโคนมมีพลังแฝงในการสู้กับแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาลล่าสุด เพราะการชนะ "เดอะ เร้ดส์" ในแอนฟิลด์ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ สำหรับทีมเล็กๆ และคงจะถูกจดจำในหน้าประวัติศาสตร์ลูกหนังเลยทีเดียว

4. แอนฟิลด์ ดินแดนสยองสำหรับทีมเยือน

    ในเกมลีกสูงสุดเมืองผู้ดี ต้องยอมรับว่าสนามแอนฟิลด์ เป็นสถานที่ที่ทีมเยือนต้องขาสั่น เพราะพวกเขาไม่แพ้ในบ้านเฉพาะเกมพรีเมียร์ลีกนานถึง 62 แมตช์เข้าไปแล้ว อย่างไรก็ตามในแมตช์ฟุตบอลถ้วยยุโรป เมกกะลูกหนังแห่งนี้ก็ยังคงมีมนต์ขลังเช่นกัน

    "เดอะ เร้ดส์" ไม่เคยแพ้ 2 นัดติดต่อกันกับการเล่น  90 นาทีในแอนฟิลด์ตลอด 45 แมตช์ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และ ยูฟ่า ยูโรปา ลีก ซึ่งแน่นอนว่าสถิตินี้เป็นสิ่งที่น่าเกรงขามสำหรับทีมเยือนในการที่จะต้องดวลกับแชมป์ถ้วย "บิ๊กเอียร์" 6 สมัย

    สำหรับ ลิเวอร์พูล พวกเขาไม่แพ้ใครในบ้านสองนัดติดต่อกันนับตั้งแต่ฤดูกาล 2009/2010 โดยในครั้งนั้น ยอดทีมแห่งถิ่นแอนฟิลด์ โดนลูบคมด้วยฝีเกือกของ "โอแอล" โอลิมปิก ลียง และ "ม่วงมหากาฬ" ฟิออเรนติน่า ซึ่งสกอร์เท่ากันนั่นก็คือ 2-1

    ส่วนความพ่ายแพ้คาแอนฟิลด์ แมตช์ล่าสุดในเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา เป็นเกมรับมือ "ตราหมี" แอตเลติโก มาดริด อย่างไรก็ตามชัยชนะ 3-2 ที่ทีมของกุนซือ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ทำได้ เกิดขึ้นจากการต้องลงเล่นในช่วงต่อเวลาพิเศษ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

5. ส่อง 2 ระบบที่ คล็อปป์ จะนำมาใช้ในแมตช์รับมือ มิดทิลแลนด์

แผน 1

ผู้รักษาประตู : อลีสซง เบ็คเกอร์

กองหลัง : เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, ฟาบินโญ่, โจ โกเมซ, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน

กองกลาง : จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม, เจมส์ มิลเนอร์

แนวรุก : เซอร์ดาน ชากีรี่, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ดีโอโก้ โชต้า

หน้าเป้า : โมฮาเหม็ด ซาลาห์

 แผน 2

ผู้รักษาประตู : อลีสซง เบ็คเกอร์

กองหลัง : เนโก้ วิลเลี่ยมส์, ฟาบินโญ่, โจ โกเมซ, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน

กองกลาง : จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน

แนวรุก : ดีโอโก้ โชต้า, ทาคูมิ มินามิโนะ, ซาดิโอ มาเน่

หน้าเป้า : โมฮาเหม็ด ซาลาห์

ปูด!อินเตอร์พร้อมขาย “อีริคเซ่น” หลังฟอร์มห่วย

สื่อดังในอิตาลี รายงาน อินเตอร์ มิลาน พิจารณาที่จะขาย คริสเตียน อีริคเซ่น ออกจากสโมสร หลังนักเตะไม่สามารถงัดฟอร์มเก่งออกมาได้เลย โดยงานนี้ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง พร้อมรับเซ้งเนื่องจากอยากได้ แข้งชาวเดนมาร์กรายนี้มานานแล้ว

คริสเตียน อีริคเซ่น กองกลางชาวเดนมาร์กของ อินเตอร์ มิลาน สามารถที่จะย้ายออกจากทัพ "งูใหญ่" ในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะรอบ 2 เดือนมกราคมนี้ ทั้งๆ ที่เพิ่งจะย้ายมาอยู่กับทีมแค่ปีเดียวเท่านั้น จากการเปิดเผยของ กัลโช่แมร์กาโต้ดอตคอม เว็บไซต์ดังในอิตาลี

อันโตนิโอ คอมเต้ กุนซือ "เนรัซซูรี่" ยังไม่ค่อยไว้วางใจในฝีเท้าของ อีริคเซ่น ว่าเหมาะกับสโมสรแห่งนี้ และกำลังพิจารณาที่จะขายเขาออกไปในราคาที่เหมาะสมช่วงต้นปีหน้า ขณะที่ "เปแอสเช" ปารีส แซงต์-แชร์กแมง แสดงความสนใจอยากได้ ดาวเตะวัย 28 ปีไปร่วมทีมเช่นกัน

จากรายงานของเว็บไซต์กัลโช่แมร์กาโต้ดอตคอม ระบุว่า เลโอนาร์โด้ ผู้อำนวยการกีฬา "เปแอสเช" ได้เริ่มเปิดการเจรจากับเอเจนต์ของ อีริคเซ่น แล้ว และหากไม่มีปัญหาอะไรพวกเขาก็จะได้นักเตะที่หมายปองมาตั้งแต่ต้นปี 2020 แต่ต้องพลาดคว้าตัวเพราะโดน อินเตอร์ ปาดหน้าเอาไปก่อน มาร่วมทีม

ทั้งนี้ อีริคเซ่น ย้ายจาก ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ มาอยู่ในถิ่นจูเซ็ปเป้ เมอัซซ่า ด้วยสนนราคาเพียงแค่ 17.5 ล้านปอนด์ (ราว 665 ล้านบาท) ไม่ถึง 1 ปีเต็ม แต่เขาได้ลงสนามเป็นตัวจริงแค่ 9 เกมในศึกกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี และ 29 เกมจากทุกรายการ ที่สำคัญนักเตะยิงได้แค่ 1 ประตูกับ 3 แอสซิสต์เท่านั้น ด้วยฟอร์มที่ย่ำแย่ทำให้ คอนเต้ ตัดสินใจดร็อปเขาออกจากทีม

ลิเวอร์พูล ไร้ติอาโก้จัด “โชต้า” ตัวจริงรับมือ มิดทิลลันด์ ศึกชปล.

"หงส์แดง" หวังโกยอีก 3 แต้มหลังเกมนี้ได้กลับมาเฝ้ารังรับมือ มิดทิลลันด์ ทีมดังจากเดนมาร์ก ซึ่งเกมนี้ยังไร้ ติอาโก้ อัลกันตาร่า ห้องเครื่องตัวเก่งที่ยังมีอาการบาดเจ็บ ส่วนแนวรุกจะให้ ดีโอโก้ โชต้า ออกสตาร์ทตัวจริงประสานงานร่วมกับ 3 ประสานทั้ง โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่ และโมฮาเหม็ด ซาลาห์ ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม คืนวันอังคารที่ 27 ตุลาคม นี้
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กลุ่ม ดี
ลิเวอร์พูล (อังกฤษ) – มิดทิลลันด์ (เดนมาร์ก)       
วันอังคารที่ 27 ตุลาคม 2563 เวลา : 03.00 น.
สนาม : แอนฟิลด์

สภาพทีมโดยทั่วไป

ลิเวอร์พูล

    เจอร์เก้น คล็อปป์ เทรนเนอร์ลิเวอร์พูล พาทีมเบียดชนะอาแจ็กซ์ 1-0 ในนัดแรก ก่อนเชือดเชฟฯ ยูไนเต็ด 2-1 ในเกมลีกล่าสุด เป็นชัยชนะ 2 นัดติด 

    ความพร้อมเกมนี้ คล็อปป์ ออกมายืนยันแล้วว่า ติอาโก้ อัลกันตาร่า และ โฌแอล มาติป จะพลาดเกมเปิดรังรับทีมจากแดนโคนมเช่นเดียว ขณะที่ นาบี เกอิต้า แม้ผลตรวจโควิด-19ล่าสุดออกมาเป็นลบ แต่ยังต้องเช็กสภาพร่างกาย

    ส่วนพวกที่เดี้ยงอยู่ก่อนทั้ง เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน และ คอนสแตนตินอส ซิมิคาส ต้องพักยาวเหมือนเดิม

    สำหรับแกนหลักขาประจำรายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม, โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ รวมทั้ง ดีโอโก้ โชต้า ที่ซัดประตูชัยในเกมเปิดบ้านเฉือน เชฟฯยุไนเต็ด 2-1 น่าจะได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงเช่นกัน

มิดทิลลันด์

    ไบรอัน ปริสเก้ เทรนเนอร์มมิดทิลลันด์ พาทีมเปิดฉากรอบแบ่งกลุ่มได้อย่างน่าหดหู่ หลังแพ้อตาลันต้าเละ 0-4 แต่ก็แก้ตัวได้ด้วยการเบียดชนะบรอนด์บี้ 3-2 ในเกมลีกล่าสุด เป็นชัยชนะนัดที่ 3 ในรอบ 5 เกม 

    สภาพทีมเกมนี้ ปริสเก้ จะชวดใช้งาน โอลิเวอร์ โอลเซ่น และ คริสเตียน ริส ที่บาดเจ็บอยู่ก่อนแล้วเหมือนเดิม

    นอกจากนั้นไม่มีปัญหาอะไรรบกวนเพิ่ม แกนหลักประจำทีมรายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น เอริค สเวียตเชนโก้, อเล็กซานเดอร์ โชลซ์, แฟร้งค์ ออนเยก้า, โซรี่ กาบ้า และ ปิยอน ซิสโต้ แนวรุกทีมชาติเดนมาร์ก ต่างพร้อมช่วยทีมทั้งหมด

นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

    ลิเวอร์พูล (4-2-3-1) : อลีสซง เบ็คเกอร์ – เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, ฟาบินโญ่, โจ โกเมซ, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน – จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม – ดีโอโก้ โชต้า, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่ – โมฮาเหม็ด ซาลาห์

    เทรนเนอร์ : เจอร์เก้น คล็อปป์

    มิดทิลลันด์ (4-2-3-1) : เยสเปอร์ ฮันเซ่น – โยเอล อันเดอร์สสัน, เอริค สเวียตเชนโก้, อเล็กซานเดอร์ โชลซ์, เปาลินโญ่ – เยนส์ คายุสเต้, แฟร้งค์ ออนเยก้า – อันเดอร์ส เดรเยอร์, ปิยอน ซิสโต้, อาเวอร์ มาบิล – โซรี่ กาบ้า  

    เทรนเนอร์ : ไบรอัน ปริสเก้

    ผู้ตัดสิน : พาเวล ราซคอฟสกี้ (โปแลนด์)

ผลการพบกัน 5 นัดหลังสุด
ไม่เคยพบกัน

ผลงาน 5 นัดหลังสุด
ลิเวอร์พูล
25/10/20 ชนะ เชฟฯ ยูไนเต็ด 2-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
21/10/20 ชนะ อาแจ็กซ์ 1-0 (เยือน) ชปล.
17/10/20 เสมอ เอฟเวอร์ตัน 2-2 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
04/10/20 แพ้ แอสตัน วิลล่า 2-7 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
01/10/20 เสมอ อาร์เซน่อล 0-0 (เหย้า) ลีก คัพ

มิดทิลลันด์
24/10/20 ชนะ บรอนด์บี้ 3-2 (เยือน) ซูเปอร์ลีกา
22/10/20 แพ้ อตาลันต้า 0-4 (เหย้า) ชปล.
17/10/20 ชนะ โอเดนเซ่ 3-1 (เหย้า) ซูเปอร์ลีกา
04/10/20 เสมอ ฮอร์เซ่นส์ 2-2 (เยือน) ซูเปอร์ลีกา
01/10/20 ชนะ สลาเวีย ปราก 4-1 (เหย้า) ชปล.

“แม็กไกวร์” ทำสถิติหายากหลังโดนไล่ออกที่เวมบลีย์

แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ปราการหลังร่างใหญ่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำสถิติหายากในทีมชาติอังกฤษ ที่ก่อนหน้านี้มีเพียงแค่ 2 รายที่ทำได้ หลังเจ้าตัวถูกไล่ออกในเกมเจอกับ เดนมาร์ก เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา
                แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เซนเตอร์แบ็กกัปตันทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลายเป็นแข้งทีมชาติอังกฤษรายที่ 3 ในประวัติศาสตร์ ที่ถูกไล่ออกในการเตะที่สังเวียนแข้ง เวมบลีย์ หลังเจ้าตัวได้รับใบแดงตั้งแต่ช่วงครึ่งแรกในศึก ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก เอ กลุ่มสอง นัดที่ "สิงโตคำราม" แพ้ เดนมาร์ก คาบ้าน 0-1 เมื่อวันพุธที่ 14 ตุลาคม ที่ผ่านมา

              แม็กไกวร์ ได้รับใบเหลืองแรกตั้งแต่นาทีที่ 5 ก่อนมาโดนอีกเหลืองในนาทีที่ 31 หลังเข้าหนักใส่ แคสเปอร์ ดอลเบิร์ก ทำให้ ปราการหลังร่างยักษ์วัย 27 ปี กลายเป็นนักเตะ "ทรีไลอ้อนส์" คนที่ 3 ที่โดนไล่ออกในเกมที่ เวมบลีย์ ต่อจากสองตำนานมิดฟิลด์อย่าง พอล สโคลส์ (เจอ สวีเดน เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 1999) และ สตีเว่น เจอร์ราร์ด (เจอ ยูเครน เมื่อเดือนกันยายน ปี 2012) 

              เกมนี้ เดนมาร์ก ได้ประตูชัยจากการสังหารลูกจุดโทษของ คริสเตียน อีริคเซ่น ในนาทีที่ 35 ซึ่งนี่ถือเป็นครั้งแรกที่ อังกฤษ เสียประตูจากลูกจุดโทษและมีผู้เล่นถูกไล่ออกในเกมเดียวกัน นับตั้งแต่เกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายศึก เวิลด์ คัพ 1998 ที่ อังกฤษ เจอกับ อาร์เจนตินา (เดวิด เบ็คแฮม โดนไล่ออก)

ใครเอ่ย?คล็อปป์เผยกรณีตำหนิสมาชิกในซุ้มสำรอง

เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล เปิดเผยเกี่ยวกับกรณีที่ตนมีภาพกำลังตำหนิใครบางคนในซุ้มม้านั่งสำรอง หลังเหตุที่ อันเดรียส คริสเตนเซ่น โดนไล่ออกในช่วงท้ายครึ่งแรก ยืนยันได้เคลียร์เรื่องนี้เรียบร้อยแล้ว และคนที่กระทำเรื่องไม่เหมาะสมก็เข้าใจ

เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมชาวเยอรมันของ ลิเวอร์พูล ออกโรงเคลียร์ชัดทุกประเด็นเกี่ยวกับกรณีที่ตนตำหนิสมาชิกที่นั่งอยู่ในซุ้มม้านั่งสำรอง หลังมีการแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมในแมตช์ที่ "หงส์แดง" บุกชนะ เชลซี 2-0 เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

แมตช์นี้ค่อนข้างสูสีกันมากๆ แม้แชมป์เก่าจะครองเกมได้เหนือกว่า อย่างไรก็ตามจุดเปลี่ยนของเกมเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่นาทีจะหมดเวลาครึ่งแรก เมื่อ อันเดรียส คริสเตนเซ่น เซนเตอร์แบ็กชาวเดนมาร์ก เจตนาดึง ซาดิโอ มาเน่ ที่กำลังจะหลุดเข้าไปดวลกับ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า นายทวารเจ้าบ้าน ทำให้ พอล เทียร์นี่ย์ กรรมการเป่าเป็นลูกฟาวล์ โดยตอนแรกนักเตะโดนใบเหลืองเท่านั้น

อย่างไรก็ตามเมื่อมีการเช็ควีเออาร์อย่างละเอียดแล้ว เทียร์นี่ย์ ตัดสินใจเปลี่ยนคำตัดสินโดยแจกใบแดงแทน ทำให้ "สิงโตน้ำเงินคราม" ต้องมีผู้เล่นเหลือแค่ 10 คนก่อนพักครึ่ง ที่สำคัญในจังหวะนั้นเองมีสมาชิกในทัพ "เดอะ เร้ดส์" บางคนที่นั่งอยู่ในซุ้มม้านั่งสำรอง แสดงอาการดีใจออกนอกหน้าทั้งปรบมือและส่งเสียงเฮ

หลังจากนั้น คล็อปป์ ที่ยืนอยู่บริเวณเส้นข้างสนามหันกลับไปพร้อมกับแสดงอาการไม่พอใจที่เห็นสมาชิกในทีมมีพฤติกรรมในเชิงสะใจที่เห็นคู่แข่งโดนลงโทษ และได้พูดว่ากล่าวตักเตือนไปว่า "นายเป็นบ้าอะไรกัน ? เราไม่เคยทำพฤติกรรมแบบนั้น โอเคไหม ?"

สำหรับในกรณีนี้ นายใหญ่เลือดด๊อยท์ช ได้ออกมาเคลียร์ชัดเจนว่าตนไม่ได้ตำหนิลูกทีม แต่เป็นทีมสตาฟฟ์บางคนที่แสดงพฤติกรรมดังกล่าว กระนั้นก็ไม่พอให้รายละเอียดไปมากกว่านี้ "กรณีนั้นไม่ใช่หนึ่งในนักเตะตัวสำรองของผม แต่เป็นสมาชิกในทีมสตาฟฟ์คนนึง ผมได้บอกเขาไปแล้วว่าผมคิดยังไงเกี่ยวกับเรื่องนี้ และเขาก็เข้าใจ แต่ในช่วงเวลาแบบนั้นมันไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากเห็น"

 

 

ส่อแววกรุ๊ปออฟเดธ!เปิดลิสต์แบ่งโถจับติ้วรอบแบ่งกลุ่มชปล.2020-21

ตอนนี้ได้บทสรุปแล้วว่าโถการจับสลากรอบแบ่งกลุ่มของ แชมเปี้ยนส์ ลีก จะเป็นยังไงบ้าง โดยทีมจากสเปนอยู่ในโถ 1 กับ โถ 2 ถึงโถละ 2 ทีมเลย ส่วนของอังกฤษนอกจาก ลิเวอร์พูล ที่จองโถแรกเอาไว้แล้วนั้น ที่เหลือก็อยู่ในโถ 2 ทั้งหมด ขณะที่โถ 3 มีทีมจาก อิตาลี ถึง 3 ทีมด้วยกัน

หลังจากศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบเพลย์ออฟ ได้บทสรุปไปครบถ้วนเมื่อวันพุธที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา มันก็ทำให้ตอนนี้สามารถจัดแจงโถสำหรับการจับสลากรอบแบ่งกลุ่มได้เป็นที่เรียบร้อย โดยการจับสลากจะมีขึ้นที่เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคมนี้

ทั้งนี้ โถ 1 จะมีทีมจากสเปนถึง 2 ทีม นั่นคือ เรอัล มาดริด กับ เซบีย่า เพราะโถนี้จะเว้นให้เฉพาะทีมแชมป์เก่าของ แชมเปี้ยนส์ ลีก,  ยูฟ่า ยูโรปา ลีก และแชมป์ลีกของชาติที่มีค่าสัมประสิทธิ์สูงเป็นลำดับต้นๆ ของสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) เท่านั้น ซึ่ง เซบีย่า เป็นแชมป์เก่าของ ยูโรปา ลีก ทำให้พวกเขาได้ขึ้นมาอยู่โถ 1 โดยอัตโนมัติ ส่วน ลิเวอร์พูล ก็ได้อยู่ในโถนี้เช่นกันหลังจากซีซั่นก่อนคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ไปครอง

สำหรับโถ 2 นั้นเต็มไปด้วยทีมหินๆ อย่างเช่น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ เชลซี ซึ่งเป็นตัวแทนจากอังกฤษ, 2 ทีมจาก สเปน อย่าง บาร์เซโลน่า กับ แอตเลติโก มาดริด รวมถึง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ทีมดังของเยอรมนี ในขณะที่ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ก็อยู่โถนี้เช่นกัน

ส่วนในโถ 3 ที่เด่นๆ คงจะหนีไม่พ้น 3 ทีมจากอิตาลีที่อยู่ในโถนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น อินเตอร์ มิลาน, ลาซิโอ และ อตาลันต้า นอกจากนี้ แอร์เบ ไลป์ซิก กับ เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก ก็อยู่ในโถนี้ด้วย ขณะที่ในโถสุดท้ายนั้นมีทีมอย่าง โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค และ โอลิมปิก มาร์กเซย รวมทั้ง แรนส์ ที่ประมาทไม่ได้

ทั้งนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ กราสโนดาร์, มิดทิลแลนด์, อิสตันบูล บาซัคเซเฮียร์ และ แรนส์ จะได้เล่นรอบแบ่งกลุ่มของ แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยพิธีจับสลากจะเริ่มขึ้นตอนราว 17.00 น. ตามเวลามาตรฐานยุโรปตอนกลาง หรือก็คือประมาณ 22.00 น. ตามเวลาประเทศไทย

สรุปโถสำหรับการจับสลากรอบแบ่งกลุ่มของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2020-21

โถ 1 : บาเยิร์น มิวนิค (เยอรมนี), เซบีย่า (สเปน), เรอัล มาดริด (สเปน), ลิเวอร์พูล (อังกฤษ), ยูเวนตุส (อิตาลี), ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (ฝรั่งเศส), เซนิต เซนต์ ปีเตอร์ส เบิร์ก (รัสเซีย), เอฟซี ปอร์โต้ (โปรตุเกส)

โถ 2 : บาร์เซโลน่า (สเปน), แอตเลติโก มาดริด (สเปน), แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (อังกฤษ), แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (อังกฤษ), ชัคตาร์ โดเน็ตส์ค (ยูเครน), โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ (เยอรมนี), เชลซี (อังกฤษ), อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม (ฮอลแลนด์)

โถ 3 : ดินาโม เคียฟ (ยูเครน), เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก (ออสเตรีย), แอร์เบ ไลป์ซิก (เยอรมนี), อินเตอร์ มิลาน (อิตาลี), โอลิมเปียกอส (กรีซ), ลาซิโอ (อิตาลี), กราสโนดาร์ (รัสเซีย), อตาลันต้า (อิตาลี)

โถ 4 : โลโคโมทีฟ มอสโก (รัสเซีย), โอลิมปิก มาร์กเซย (ฝรั่งเศส), คลับ บรูช (เบลเยียม), โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค (เยอรมนี), อิสตันบูล บาซัคเซเฮียร์ (ตุรกี), มิดทิลแลนด์ (เดนมาร์ก), แรนส์ (ฝรั่งเศส), เฟเรนช์วารอส (ฮังการี)

    *เงื่อนไขการแบ่งกลุ่ม
    – ทีมจากโถเดียวกันไม่สามารถอยู่ในกลุ่มเดียวกันได้
    – ทีมจากชาติเดียวกันไม่สามารถอยู่ในกลุ่มเดียวกันได้
    – ทีมจากรัสเซียและยูเครนจะไม่ถูกจับให้อยู่ในกลุ่มเดียวกันเนื่องจากปัญหาด้านการเมือง ตามการตัดสินของคณะกรรมการฉุกเฉินของ ยูฟ่า เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ปี 2014 โดยกฎนี้จะยกเลิกก็ต่อเมื่อมีความคืบหน้าในทางที่ดี

เผยเหตุผล “คล็อปป์” ตวาดแข้งสำรองลิเวอร์พูล

เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือลิเวอร์พูล ไม่ปลื้มนักเตะสำรองบางคนที่แสดงอาการดีใจที่เห็น อันเดรียส คริสเตนเซ่น แนวรับเชลซี โดนไล่ออกก่อนหมดครึ่งแรกในเกมที่ "หงส์แดง" กำราบ "สิงห์บลูส์" 2-0 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พร้อมตวาดใส่ลูกทีมอย่าหาทำพฤติกรรมซ้ำเติมเพื่อนร่วมอาชีพอีกเด็ดขาด

เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมชาวเยอรมันของ ลิเวอร์พูล ตำหนิลูกทีมของตนในซุ้มม้านั่งสำรองที่แสดงอาการดีใจหลังเห็น อันเดรียส คริสเตนเซ่น เซนเตอร์แบ็กชาวเดนมาร์ก โดนไล่ออก ในเกมที่ "หงส์แดง" บุกทุบ เชลซี 2-0 เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา

แมตช์นี้ค่อนข้างสูสีกันมากๆ แม้แชมป์เก่าจะครองเกมได้เหนือกว่า อย่างไรก็ตามจุดเปลี่ยนของเกมเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่นาทีจะหมดเวลาครึ่งแรก เมื่อ คริสเตนเซ่น เจตนาดึง ซาดิโอ มาเน่ ที่กำลังจะหลุดเข้าไปดวลกับ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า นายทวารเจ้าบ้าน ทำให้ พอล เทียร์นี่ย์ กรรมการเป่าเป็นลูกฟาวล์ โดยตอนแรกนักเตะโดนใบเหลืองเท่านั้น

อย่างไรก็ตามเมื่อมีการเช็ควีเออาร์อย่างละเอียดแล้ว เทียร์นี่ย์ ตัดสินใจเปลี่ยนคำตัดสินโดยแจกใบแดงแทน ทำให้ "สิงโตน้ำเงินคราม" ต้องมีผู้เล่นเหลือแค่ 10 คนก่อนพักครึ่ง ที่สำคัญในจังหวะนั้นเองมีนักเตะ "เดอะ เร้ดส์" บางคนที่นั่งอยู่ในซุ้มม้านั่งสำรอง แสดงอาการดีใจออกนอกหน้าทั้งปรบมือและส่งเสียงเฮ

สำหรับพฤติกรรมดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับ คล็อปป์ อย่างมาก โดย จูเลี่ยน ลอเรนส์ ผู้สื่อข่าวที่อยู่ในสนามรายงานว่าในช่วงเวลานั้น กุนซือเลือดด๊อยท์ช ที่ยืนอยู่บริเวณเส้นข้างสนามหันกลับไปมองรอบๆ และตะโกนว่า "พวกนายเป็นบ้าอะไรกัน ? เราไม่เคยทำพฤติกรรมแบบนั้น โอเคไหม ?"

ทั้งนี้จากการที่ คริสเตนเซ่น โดนไล่ออกทำให้รูปเกมของ เชลซี ที่เป็นรองอยู่แล้วยิ่งอาการหนักเข้าไปใหญ่ และในครึ่งหลังพลพรรค "เครื่องจักรสีแดง" จัดการซัด 2 ประตูจาก มาเน่ ทำให้พวกเขาบุกมาเก็บ 3 คะแนนสำคัญถึงสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์

ก่อนหน้าซุ้มม้านั่งสำรองของ ลิเวอร์พูล เคยมีปัญหากับ แฟร้งค์ แลมพาร์ด มาแล้วในเกมที่ เชลซี แพ้ ลิเวอร์พูล เมื่อซีซั่นที่ผ่านมา โดย "แลมพ์ส" ไม่พอใจการแสดงพฤติกรรมที่ดีใจออกนอกหน้าของสตาฟฟ์ "หงส์แดง" จนเปิดสงครามน้ำลายกับ เปปิน ลินเดอร์ส ผู้ช่วยโค้ช จนทำให้ คล็อปป์ ต้องเข้ามาห้ามทำ ก่อนจะโดนลูกหลงไปด้วย

 

แมนยูอ้วกแตกเจอทั้งปารีสฯ-ไลป์ซิก หงส์ไม่ยาก โด้วัดเมสซี่ ผลจับชปล.สุดซี้ด!

เปิดโผจับติ้ว ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ลิเวอร์พูล เจองานไม่ยากมากนัก ส่วน แมนฯ ยูไนเต็ด อ้วกแตกเจอทั้ง เปแอสเช ไลป์ซิก และ อิสตันบูล บาซัคเซเฮียร์ ขณะที่ ลิโอเนล เมสซี่ จะได้ดวลกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้

สรุปผลการจับสลากฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ฤดูกาล 2020/21 ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยจะเล่นตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค. ไปจนถึงวันที่ 9 ธ.ค. นี้

กลุ่ม เอ : บาเยิร์น มิวนิค (เยอรมนี), แอตเลติโก มาดริด (สเปน), เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก (ออสเตรีย), โลโคโมทีฟ มอสโก (รัสเซีย)

กลุ่ม บี :  เรอัล มาดริด (สเปน), ชัคตาร์ โดเน็ตส์ค (ยูเครน), อินเตอร์ มิลาน (อิตาลี), โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค (เยอรมนี),

กลุ่ม ซี : เอฟซี ปอร์โต้ (โปรตุเกส), แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (อังกฤษ), โอลิมเปียกอส (กรีซ),โอลิมปิก มาร์กเซย (ฝรั่งเศส)

กลุ่ม ดี : ลิเวอร์พูล (อังกฤษ), อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม (ฮอลแลนด์), อตาลันต้า (อิตาลี), มิดทิลแลนด์ (เดนมาร์ก)

กลุ่ม อี : เซบีย่า (สเปน), เชลซี (อังกฤษ), คราสโนดาร์ (รัสเซีย), แรนส์ (ฝรั่งเศส)

กลุ่ม เอฟ : เซนิต เซนต์ ปีเตอร์ส เบิร์ก (รัสเซีย), โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ (เยอรมนี), ลาซิโอ (อิตาลี), คลับ บรูช (เบลเยียม)

กลุ่ม จี : ยูเวนตุส (อิตาลี), บาร์เซโลน่า (สเปน), ดินาโม เคียฟ (ยูเครน),  เฟเรนช์วารอส (ฮังการี)

กลุ่ม เอช : ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (ฝรั่งเศส), แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (อังกฤษ), แอร์เบ ไลป์ซิก (เยอรมนี), อิสตันบูล บาซัคเซเฮียร์ (ตุรกี)

ลุ้นมัน หงส์, ผี, เรือ, สิงห์ จับสลากแบ่งกลุ่ม แชมเปี้ยนส์ ลีก 2020/2021

    สำหรับความเคลื่อนไหวในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2020/2021 ของ ลิเวอร์พูล น่าสนใจมากๆ เพราะ "หงส์แดง" มีโอกาสที่จะอยู่ในกลุ่มแห่งความตาย หรือ กรุ๊ป ออฟ เดธ ในการจับสลากรอบแบ่งกลุ่ม ศึกชิงถ้วยใบโตยุโรป ที่จะมีขึ้นในเมืองนียง ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม
    ความพ่ายแพ้ของ เบนฟิก้า ทีมดังจากประเทศโปรตุเกส ที่มีต่อ พีเอโอเค ซาโลนิก้า สโมสรในดินแดนกรีซ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทำให้ทีมของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ รวมไปถึงสโมสรในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ทั้ง แมนเชสเตอร์ ซิตี้, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เชลซี เริ่มเห็นโอกาสที่พวกเขาจะพบกับใครในรอบแบ่งกลุ่ม

    การที่ เบนฟิก้า ร่วงตกรอบทำให้พวกเขาพลาดโอกาสเข้าไปร่วมโม่เกือกในรอบแบ่งกลุ่มศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2010 จริงๆ แล้วหากทีมดังจากดินแดนฝอยทองได้ตั๋วเข้าไปลุยรอบแบ่งกลุ่มจะทำให้พวกเขามีชื่ออยู่ในโถ 2 ในการจับสลาก แต่การที่พวกเขาตกรอบ คัดเลือก รอบ 3 ทำให้ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ถูกเลื่อนให้ขึ้นมาอยู่ที่ โถ 2 แทน 

    ในฐานะแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019/2020 ทำให้ ลิเวอร์พูล ได้อยู่ในโถ 1 โดยอัตโนมัติ เคียงข้างกับ บาเยิร์น มิวนิค เจ้าของแชมป์ "บิ๊กเอียร์" ซีซั่นล่าสุด, เซบีย่า แชมป์ยูฟ่า ยูโรปา ลีก ตามด้วย เรอัล มาดริด, ยูเวนตุส, เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก และ เอฟซี ปอร์โต้ ซึ่งทีมเหล่านี้ "เดอะ เร้ดส์" ไม่ต้องเจอในรอบแบ่งกลุ่มแน่นอน

    เช่นเดียวกับ "เรือใบสีฟ้า", "ปีศาจแดง" และ "สิงโตน้ำเงินคราม" ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ใน โถ 2 ที่มีโอกาสจะจับสลากพบกับทีมจากโถ 1 แต่พวกเขาไม่ต้องดวลกับ ลิเวอร์พูล เนื่องจากเป็นสโมสรที่มาจากประเทศเดียวกัน แต่ก็อาจจะดวงแตกจับไปพบกับยอดทีมอย่าง เรอัล มาดริด หรือ บาเยิร์น มิวนิค ก็ได้

    สำหรับในเวลานี้เหลืออีก 6 ทีมที่ยังรอมีดวลกันแบบเหย้า-เยือน ในรอบเพลย์ออฟ ช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ ซึงต้องรอดูว่าผู้ชนะจะได้ไปอยู่โถ 3 หรือ โถ 4

    ดังนั้นหากติ๊ต่างว่าได้ครบทุกทีมสำหรับการจับสลากรอบแบ่งกลุ่มแล้ว สิ่งที่บรรดาสาวก "เดอะ ค็อป" คงยิ้มร่าน้ำตาเล็ดก็คือการที่ทีมรักจับสลากอยู่ในกลุ่มเดียวกับ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม, "อินทรีฟ้าขาว" ลาซิโอ และ แรนส์ อย่างไรก็ตาม "หงส์แดง" อาจจะอยู่ในกลุ่มแห่งความตายหากมือดีดันจับให้พวกเขาต้องพบกับ อินเตอร์ มิลาน หรือบาร์เซโลน่า, โอลิมปิก มาร์กเซย และ แอตเลติโก มาดริด ซึ่งเขี่ยพวกเขาร่วงในรอบน็อกเอาต์ เมื่อซีซั่นที่ผ่านมา

    ในขณะเดียวกัน แมนฯ ซิตี้, แมนฯ ยูไนเต็ด และ เชลซี ก็มีความเสี่ยงที่จะต้องเจอกับสถานการณ์กรุ๊ป ออฟ เดธ เช่นกันเนื่องจากพวกเขามีสิทธิ์ดวงเฮงจับสลากอยู่ร่วมกลุ่มกับทีมชั้นนำในลา ลีกา สเปน และกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี เช่นเดียวกัน

    สรุปการแบ่งโถสำหรับการจับสลากรอบแบ่งกลุ่มในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2020/2021 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคมนี้

โถที่ 1 (ยืนยัน)
ลิเวอร์พูล (อังกฤษ)
เรอัล มาดริด (สเปน)
ยูเวนตุส (อิตาลี)
บาเยิร์น มิวนิค (เยอรมนี)
ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (ฝรั่งเศส)
เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก (รัสเซีย)
เอฟซี ปอร์โต้ (โปรตุเกส)
เซบีย่า (สเปน)

โถที่ 2 (ยืนยัน)
บาร์เซโลน่า (สเปน)
แอตเลติโก มาดริด (สเปน)
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (อังกฤษ)
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (อังกฤษ)
ชัคตาร์ โดเน็ตส์ค (ยูเครน)
โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ (เยอรมนี)
เชลซี (อังกฤษ)
อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม (ฮอลแลนด์)

โถที่ 3 (ยืนยัน)
แอร์เบ ไลป์ซิก(เยอรมนี)
อินเตอร์ มิลาน (อิตาลี)
ลาซิโอ (อิตาลี)
อตาแลนต้า (อิตาลี)
ผู้ชนะระหว่าง ดินาโมเคียฟ พบ เกนท์ (เบลเยียม)

โถที่ 4 (ยืนยัน)
เรนส์ (ฝรั่งเศส)
โบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค (เยอรมนี)
อิสตันบูล บาซัคเซเฮียร์(ตุรกี)
ผู้ชนะระหว่าง สลาเวีย ปราก (เช็ก) พบ มิดทิลแลนด์ (เดนมาร์ก)
ผู้ชนะระหว่าง โมลด์ (เดนมาร์ก) พบ เฟเรนซ์วารอส (ฮังการี)

โถที่ 3 หรือ 4 (ยังไม่ยืนยัน)
โลโคโมทีฟ มอสโก (รัสเซีย)
โอลิมปิก มาร์กเซย (ฝรั่งเศส)
คลับ บรูช (เบลเยียม)
ผู้ชนะระหว่าง เรด บูลล์ ซัลบวร์ก (ออสเตรีย) พบ มัคคาบี้ เทล อาวีฟ (อิสราเอล)
ผู้ชนะระหว่าง โอลิมเปียกอส พบ โอโมเนีย นิโคเซีย (ไซปรัส)
ผู้ชนะระหว่าง คราสโนดาร์ (รัสเซีย) พบ พีเอโอเค ซาโลนิก้า (กรีซ)