6 ประเด็นร้อนก่อนเกมพรีเมียร์ลีก นัดที่ 6

กลับมาเจอกันอีกครั้งกับ ประเด็นร้อนก่อนเกมพรีเมียร์ลีก โดยสัปดาห์นี้เป็นโปรแกรมแมตช์เดย์ที่ 6 ของทั้งสองทีม โดยจะมีเรื่องอะไรน่าสนใจบ้างไปดูกันได้เลย
    "เวสต์แฮม ยูไนเต็ด-แมนฯซิตี้"

    เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ของ เดวิด มอยส์ ไม่แพ้ใครมา 3 เกมติด และคัมแบ็กตีเสมอ ทอตแน่ม ฮอตสเปอร์ 3-3 ทั้งที่เป็นฝ่ายตามหลังไปก่อน 0-3

    ฝั่ง แมนฯ ซิตี้ มองหาชัยชนะสองเกมติดเป็นครั้งแรกของฤดูกาลนี้ และจะทำอันดับแซงหน้า ‘ขุนค้อน’ ทันทีหากคว้าสามแต้มได้

    การเจอกันครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2009 ที่ เวสต์แฮม มีอันดับเหนือกว่า แมนฯ ซิตี้ โดยตอนนั้นพวกเขาเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ 1-0 ที่สนามอัพตัน พาร์ค

    เกมรุกของ เวสต์แฮม ดูดีเหลือเกิน เมื่อทำสกอร์ใส่คู่แข่งอย่างน้อยสามประตูใน 9 นัดของศึกพรีเมียร์ลีก ในปฏิทินปี 2020 ซึ่งไม่มีทีมทำได้มากกว่าพวกเขาอีกแล้ว

    ขณะที่ ซิตี้ ก็มีสถิติสวยหรูยามบุกเยือน ลอนดอน สเตเดี้ยม โดยเอาชนะได้ถึง 5 เกมจากทุกรายการ และทำสกอร์รวมได้ถึง 22-1 แถมยิงประตูได้อย่างน้อย 4 ประตูในแต่ละนัด

    ส่วนคนที่โดดเด่นที่สุด หนีไม่พ้น ราฮีม สเตอร์ลิง ที่มีส่วนร่วมกับประตู 11 ลูก จาก 6 เกมหลังสุดที่เจอกับ เวสต์แฮม โดยยิงได้ 6 ประตูและแอสซิสต์อีก 5 ครั้ง ซึ่งชัยชนะ 5-0 เมื่อซีซั่นที่แล้วเจ้าตัวก็ทำแฮตทริกได้

    "แมนฯ ยูไนเต็ด-เชลซี"
    แมนฯ ยูไนเต็ด เล่นใน โอลด์ แทรฟฟอร์ด 2 เกมในฤดูกาลนี้ ยังไม่ชนะใคร แต่หากคว้าชัยได้จะทำคะแนนแซง เชลซี ทันที และยังจะเอาชนะคู่แข่งรายนี้ 3 เกมติดเป็นครั้งแรกอีกด้วย

    ฝั่ง เชลซี ตั้งเป้าไม่แพ้ใคร 4 เกมติด อย่างไรก็ตามการบุกชนะ ‘ปีศาจแดง’ ถึงโรงละครแห่งความฝันครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2013 โน่นเลย
   
    มาร์คัส แรชฟอร์ด จะเป็นผู้เล่นของฝั่งทีมสีแดงทันที หากสามารถทำประตูได้ 2 หรือ 3 ลูกขึ้นไปในเกมนี้ ซึ่งจะเป็นการทำสถิติดังกล่าว 2 เกมติดในการเจอกับ เชลซี ที่สนาม โอลด์ แทรฟฟอร์ด

    หาก เอดินสัน คาวานี่ ประเดิมสนามเกมพรีเมียร์ลีก เขาจะมีโอกาสเป็นผู้เล่นที่อายุมากที่สุดลำดับที่ 2 ที่ทำประตูได้ในเกมแรกที่ลงสนาม ในวัย 33 ปี 253 วัน ต่อจาก ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ที่ทำสกอร์ได้ในเกมแรกเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2016 ในวัย 34 ปี 316 วัน

    นับตั้งแต่ออกสตาร์ทเมื่อซีซั่น 2019/20 เกมเยือนของ เชลซี จะมีประตูเกิดขึ้นมากมายเป็นตัวเลขถึง 87 ลูก ซึ่งพวกเขาทำได้ 42 ประตูในช่วงเวลาดังกล่าว โดยถือว่าเป็นทีมที่ทำประตูในเกมเยือนได้มากที่สุดของ พรีเมียร์ลีก หากนับเฉพาะช่วงนั้น

    "ลิเวอร์พูล-เชฟฯยูไนเต็ด"

    ‘แชมป์เก่า’ ลิเวอร์พูล หลีกเลี่ยงที่จะไม่ชนะใครในเกมลีก 3 นัดติดต่อกันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2018 ส่วนฝั่ง เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ไม่เคยบุกชนะที่ สนาม แอนฟิลด์ เลย ตั้งแต่ปี 1994

    ‘หงส์แดง’ เอาชนะ ‘ดาบคู่’ ได้ตลอด 3 เกมหลังสุดโดยที่ไม่เสียประตูเลย

    นับตั้งแต่วันที่ได้แชมป์ลีกเมื่อซีซั่นก่อน ลิเวอร์พูล เสียประตูในเกมลีกไปถึง 25 ลูกจากการลงสนาม 12 นัด ซึ่งไม่มีทีมไหนที่เสียประตูในช่วงเวลาเดียวกันมากกว่าพวกเขาอีกแล้ว โดยที่การเสียประตู 25 ลูกก่อนหน้านั้นมาจากการลงสนาม 38 เกม

    ในการเล่นเกมเยือน 13 นัดหลังสุดใน พรีเมียร์ลีก นั้น เชฟฯ ยูไนเต็ด ไม่เคยยิงได้มากกว่า 1 ลูกเลย (ชนะ 2 เสมอ 3 แพ้ 8) โดยพวกเขาทำได้รวม 6 ลูกเท่านั้นด้วย โดยครั้งสุดท้ายที่พวกเขายิงได้เกิน 1 ลูกในการเล่นเกมเยือนในลีกคือนัดที่บุกไปชนะ นอริช ซิตี้ 2-1 เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2019

    อีกทั้งในฤดูกาลนี้ทัพ "ดาบคู่" เป็นทีมเดียวใน พรีเมียร์ลีก ที่ยังไม่เคยได้ขึ้นนำใครก่อนเลย

    "เซาธ์แฮมป์ตัน-เอฟเวอร์ตัน"

    เซาธ์แฮมป์ตัน ตั้งเป้าคว้าชัยเกมที่ 3 ในรอบ 4 เกม หลังไล่ตีเจ๊า เชลซี 3-3 เมื่อเกมก่อน

    เอฟเวอร์ตัน เก็บได้ 13 แต้มจาก 15 คะแนนเต็ม โดยหากพวกเขาบุกคว้าชัยที่ เซนต์ แมร์รี่ส์ ได้จะทำให้ชนะเกมเยือนพรีเมียร์ลีก 4 นัดติดต่อกันได้เป็นครั้งแรก

    ‘ทีมนักบุญ’ เอาชนะ ‘ทอฟฟี่สีน้ำเงิน’ 5 นัดจากการเจอกัน 7 นัดหลังสุดในการเล่นในบ้าน ทว่าเมื่อซีซั่นก่อนพวกเขาเป็นฝ่ายพ่ายไป 1-2

    แดนนี่ อิงส์ ทำประตูใส่ เอฟเวอร์ตัน 4 ลูกจาก 5 เกมในสีเสื้อ เซาธ์แฮมป์ตัน

    หาก เอฟเวอร์ตัน คว้าชัยในเกมนี้ก็จะทำให้เป็นครั้งแรกที่พวกเขาเอาชนะ เซาธ์แฮมป์ตัน 2 เกมติด

    โดมินิค คัลเวิร์ต-ลูวิน จะเป็นนักเตะคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์ทันทีต่อจาก เซร์คิโอ อเกวโร่ ที่สามารถทำประตูได้ทุกเกมใน 6 เกมแรกของฤดูกาล

    "อาร์เซน่อล-เลสเตอร์"

    ทั้ง อาร์เซน่อล และ เลสเตอร์ ซิตี้ ต่างมีแต้มเท่ากันในตอนนี้ โดยที่ฝั่งเจ้าถิ่นเตรียมดึงโมเมนตัมตัวเองกลับมาหลังแพ้ 2 จาก 3 เกมหลัง ที่พ่ายต่อ ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

    ขณะที่ฝั่ง ‘เดอะ ฟ๊อกซ์’ ต้องกลับมาสู่เส้นทางชัยชนะอีกครั้ง หลังเจ็บตัวจากความพ่ายแพ้ในบ้าน 2 เกมติดต่อ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด และ แอสตัน วิลล่า

    สถิติสวยหรูของ อาร์เซน่อล ที่พอจะชื่นใจได้ คือการที่พวกเขาไม่แพ้ใครที่บ้านตัวเองในเดือนตุลาคมมาแล้วถึง 18 ปี โดยที่ลงเล่นในเดือนนี้ 32 นัด แพ้ไปแค่นัดเดียวเท่านั้น

    ขณะเดียวกัน ‘เดอะ กันเนอร์ส’ ไร้พ่ายต่อ เลสเตอร์ ในบ้านตัวเองมาแล้ว 27 นัดจากทุกรายการ แบ่งเป็นชนะ 20 เสมอ 7 อย่างไรก็ตามชัยชนะเกมเยือน 2 นัดหลังของ ‘จิ้งจอกสีน้ำเงิน’ ทำประตูรวมได้ถึง 8-2

    ในฤดูกาลนี้ ลูกทีมของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส มีสถิติดีที่สุดในเรื่องของการทำประตูเมื่อเทียบกับโอกาสทำประตู โดยมีตัวเลขทำประตูได้ต่ำกว่า 25% จากโอกาสทั้งหมด แต่ทว่าพวกเขาไม่สามารถทำประตูได้เลยจากโอกาส 15 ครั้งหลังในความพ่ายแพ้ 2 เกมหลังสุด

    "เบิร์นลี่ย์-สเปอร์ส"
    เบิร์นลี่ย์ เก็บแต้มแรกของซีซั่นได้เสียที หลังบุกเสมอ เวสต์บรอมวิช 0-0 ส่วน ทอตแน่ม ฮอตสเปอร์ ตั้งเป้าคว้าชัยเกมเยือน 3 นัดแรกของซีซั่นเป็นครั้งที่สอง โดยที่พวกเขาทำประตูได้ถึง 11 ลูกจาก 2 เกมแรกในซีซั่นนี้

    เจ้าถิ่นมีสถิติไม่ดีนักยามเจอ ‘ไก่เดือยทอง’ โดยเอาชนะได้แค่ 2 เกมจาก 12 นัดที่พบกันใน พรีเมียร์ลีก (เสมอ 3 แพ้ 7) ซึ่งชัยชนะ 2 เกมดังกล่าวเกิดขึ้นในการเล่นที่ เทิร์ฟ มัวร์ เมื่อซีซั่น 2009/10 และ 2018/19

    ‘เดอะ คลาเร็ตส์’ แพ้ในบ้านตัวเองมาแล้ว 2 เกมติดต่อกัน ซึ่งหากพวกเขาแพ้อีกในเกมนี้ก็จะทำให้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวามคม ปี 2018 ที่ไม่สามารถเก็บแต้มได้ในบ้าน 3 เกมติด

    ทั้ง แฮร์รี่ เคน และ ซน ฮึง-มิน ต่างช่วยกันทำประตูให้กันและกันได้ถึง 8 ประตูใน พรีเมียร์ลีก ซีซั่นนี้ ซึ่งหากคนใดคนหนึ่งช่วยอีกคนให้ได้ประตูอีกในเกมกับ เบิร์นลี่ย์ ก็จะทำให้พวกเขาสองคนเป็นคู่หู่ของ ‘ไก่เดือยทอง’ ที่ช่วยกันทำประตูให้ทีมมากที่สุดขึ้นไปเทียบเท่า เท็ดดี้ เชอริงแฮม กับ ดาร์เรน แอนเดอร์ตัน เมื่อซีซั่น 1992/93 และ เชอริงแฮม กับ คริส อาร์มสตรอง ในซีซั่น 1995/96

    ขณะที่ เคน มีส่วนกับประตูโดยตรงในการเจอกับ เบิร์นลี่ย์ 8 ลูกจาก 4 เกมหลัง โดยแบ่งเป็นทำประตูได้ 6 และแอสซิสต์อีก 2

เมนดี้ช่วยชีวิต! 5 ประเด็นร้อนหลังแมนยูแบ่งแต้มเชลซีไร้สกอร์

ศึกบิ๊กแมตช์คืนวันเสาร์ที่ผ่านมาระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เชลซี จบลงด้วยผลเสมอแบบไร้สกอร์ แม้จะไม่มีประตูเกิดขึ้นแต่รูปเกมถือว่าสู้กันสนุกทีเดียว เกมรับของทั้งสองทีมเป็นปัจจัยที่ทำให้ไม่เสียประตู โดยเฉพาะทางฝั่ง เชลซี ที่มีนายทวารเป็นด่านสุดท้ายเซฟลูกยิงไปได้หลายครั้ง เกมนี้มีประเด็นอะไรน่าสนใจบ้าง เรามาวิเคราะห์กันทีละข้อเลย
1.เมนดี้มือหนึ่งยาวไป

    หลังจากทนเห็นความผิดพลาดของ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า มาหลายต่อหลายครั้ง แฟร้งค์ แลมพาร์ด จึงตัดสินใจซื้อตัว เอดูอาร์ เมนดี้ จาก แรนส์ ด้วยค่าตัว 22 ล้านปอนด์เพื่อมากดดันมือหนึ่งของทีม

    แม้ว่ากุนซือเชลซีจะให้โอกาส เกปา ได้พิสูจน์ตัวเองต่อแต่เขายังทำผิดพลาดเหมือนเช่นเดิม เมนดี้ จึงได้ประเดิมตัวจริงนัดแรกในเกมพบ พาเลซ พร้อมกับเก็บคลีนชีทได้ด้วย ก่อนจะพลาดลงเล่นกับ เซาธ์แฮมป์ตัน เนื่องจากบาดเจ็บ และกลับมาเก็บคลีนชีทในนัดกลางสัปดาห์กับ เซบีย่า ที่เสมอ 0-0

    ก่อนเกมนี้ แลมพาร์ด คอนเฟิร์มว่า เมนดี้ ขยับขึ้นมาเป็นมือหนึ่งเรียบร้อยแล้วหลังจากทำผลงานน่าประทับใจ และในค่ำคืนที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด เขาก็โชว์ให้เห็นว่าทำไมถึงสมควรเป็นมือหนึ่ง จังหวะเซฟลูกยิงของ แรชฟอร์ด และ มาต้า ในครึ่งแรกว่าสุดยอดแล้ว ช่วงท้ายเกมลูกยิง แรชฟอร์ด ที่เป็นจังหวะชี้เป็นชี้ตายก็โชว์ซูเปอร์เซฟบินปัดบอลออกไปอย่างเหลือเชื่อ ไม่แปลกใจที่เขาจะคว้า แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในเกมนี้ แลมพาร์ด คงปลื้มปริ่มไม่น้อยที่มีนายด่านไว้วางใจเสียที

    เมนดี้ กลายเป็นผู้รักษาประตูเชลซีคนแรกนับตั้งแต่ ปีเตอร์ เช็ก ที่เก็บคลีนชีทจากการลงเล่นสองนัดแรกในพรีเมียร์ลีก มากไปกว่านั้นเขายังเป็นผู้รักษาประตูเชลซีคนแรกที่เก็บคลีนชีทในเกมลีกที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด นับตั้งแต่ ติโบต์ กูร์กตัวส์ ทำได้ในเดือนธันวาคมปี 2015

2.คาวานี่เริ่มต้นดี

    บอร์ดบริหารของ แมนฯ​ยูไนเต็ด โดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในตลาดนักเตะที่ผ่านมาซึ่งการเซ็นสัญญากองหน้าชาวอุรุกวัยรายนี้เข้ามาถือเป็นหนึ่งในข้อครหาจากนักวิจารณ์และแฟนบอล อย่างไรก็ตามชื่อเสียงและสถิติการถล่มตาข่ายในช่วงพีคของอาชีพค้าแข้งเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ โซลชาก็คงหวังว่าหัวหอกวัย 33 ปียังมีของหลงเหลืออยู่แม้จะฟอร์มการเล่นช่วงหลังจะโรยราลงไปตามอายุ

    คาวานี่ เข้ามาสวมเสื้อหมายเลขในตำนานของ  “ปีศาจแดง” แน่นอนว่าเสื้อเบอร์ 7 มาพร้อมกับความกดดันอันหนักอึ้ง หลายคนจึงจับตาว่าเขาจะก้าวข้ามอาถรรพ์ในช่วงหลังของเสื้อเบอร์นี้ไปได้หรือไม่ และหลังจากกักตัว 14 วันพร้อมกับเรียกความฟิต คาวานี่ ก็มีชื่อเป็นครั้งแรกในเกมพบ เชลซี โดยออกสตาร์ทที่ม้านั่งสำรอง ก่อนถูกเปลี่ยนตัวลงมาแทน แดเนี่ยล เจมส์ ในนาทีที่ 57

    เขาเกือบจะออกสตาร์ทอย่างเพอร์เฟคตั้งแต่สัมผัสแรกจากการโฉบเข้ามายิงแต่บอลหลุดกรอบนิดเดียว หลังจากนั้นเจ้าตัวหายไปพักใหญ่เพราะบอลไปไม่ถึงเขาสักทีซึ่งมันสะท้อนให้เห็นคุณภาพการผ่านของทีมอย่างชัดเจน ก่อน คาวานี่ จะโผล่มายิงบอลติดบล็อก ติอาโก้ ซิลวา อีกหนึ่งครั้ง

    โดยรวมแล้วแม้ว่าจะมีโอกาสน้อยแต่เจ้าตัวแสดงให้เห็นความเป็นเพชฌฆาตในเขตโทษไม่ว่าจะเป็นการหาตำแหน่งและการหาโอกาสยิงซึ่งคงจะหาไม่ได้จาก อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล หรือ มาร์คัส แรชฟอร์ด หลังจากนี้ไปคงต้องรอดูกันว่า คาวานี่ จะเป็นพิสูจน์ตัวเองในทัพ “ปีศาจแดง” ได้หรือไม่

3.ฟาน เดอ เบ็ค ยังนั่งต่อ

    ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค ย้ายมาสวมเสื้อ “ปีศาจแดง” ด้วยค่าตัวราว 45 ล้านยูโร กูรูหลายคนก็วิเคราะห์กันว่าศักยภาพของเขาน่าจะเข้ามาช่วยเพิ่มมิติให้กับกองกลางของทีมได้แน่นอน โดยเจ้าตัวได้ลงประเดิมสนามในเกมแรกของฤดูกาลในฐานะตัวสำรองพร้อมลงมายิงประตูตีไข่แตกก่อนทีมจะพ่าย คริสตัล พาเลซ คาบ้าน

    หลังจากนั้นเขาได้ออกสตาร์ทตัวจริงในเกม คาราบาว คัพ ต่อเนื่องมาด้วยการลงสำรองในช่วงท้ายเกมในเกมแมตช์พบ ไบรท์ตัน ซึ่งเขามีส่วนทำให้ทีมได้ลูกเตะมุมก่อนจะเป็นที่มาของประตูชัย เสียงเรียกร้องกับการให้ ฟาน เดอ เบ็ค ออกสตาร์ทตัวจริงเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะจากเอเจ้นท์ที่ออกมาจวกโซลชาว่าไม่ใช้งานนักเตะในสังกัดของเขาสักที

    จนแล้วจนเล่ามิดฟิลด์วัย 23 ปีก็ยังไม่ได้ประเดิมตัวจริงในลีก ส่วนใหญ่เขาจะได้รับโอกาสในช่วงท้ายเกมมากกว่าซึ่งมันคงวัดผลงานอะไรไม่ได้จากจุดนี้ ที่หนักกว่าคือในเกมกับ เชลซี เขาไม่ได้ถูกเปลี่ยนตัวลงมาด้วยซ้ำ

    ปาทริซ เอวร่า ตำนาน “ผีแดง” กล่าวหลังเกมนี้ว่า “เราสร้างโอกาสเน้นๆไม่ได้เลยในช่วง 15 นาทีสุดท้าย ทีมอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด จำเป็นต้องคุมเกมให้ได้ ไม่ใช่รอจนถึง 15 นาทีสุดท้ายแล้วค่อนเปลี่ยนตัว ผมกำลังพูดถึง ฟาน เดอ เบ็ค แล้วเราจะซื้อเขามาทำไม? เขาทำได้แค่นั่งดูจากอัฒจันทร์ทุกๆเกม”

4.แท็คติกแลมพ์ส

    แฟร้ง แลมพาร์ด ปรับเปลี่ยนแผนการเล่นในเการเยือน โอลด์ แทรฟฟอร์ด จากแผนที่คุ้นเคยอย่าง 4-2-3-1 มาเป็น 3-4-2-1 โดยแผนนี้ช่วยให้เขาได้ใช้งาน เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า พร้อมกับ รีซ เจมส์ ซึ่งปกติทั้งสองจะต้องแย่งตำแหน่งแบ็กขวากันแต่พอมีตำแหน่งวิงแบ็กเข้ามาทำให้สามารถแบ่งหน้าที่กันได้ชัดเจน

    แม้เกมนี้แนวรุกของ เชลซี อาจจะไม่ได้ไหลลื่นมากนัก แต่ต้องชมวิงแบ็กทั้งสองข้างอย่าง เบน ชิลเวลล์ และ รีซ เจมส์ ที่มีส่วนมากกับเกมรุกของ เชลซี ทั้งสองช่วยสร้างโอกาสจากการครอสบอลในแต่ละฝั่ง (ชิลเวลล์ สร้างโอกาสให้เพื่อนลุ้นทำประตู 2 ครั้งมากสุดในทีม) นอกจากนี้การวิ่งบีบเพรสซิ่งสูงของทั้งสองยังช่วยให้ ลุค ชอว์ และ อารอน วาน-บิสซาก้า เล่นยากมากขึ้น ถือว่าจำกัดเกมรุกทางริมเส้นของ”ผีแดง” ไปได้พอสมควร

    ทั้งคู่สร้างมิติเกมรุกแบบใหม่ให้กับ เชลซี และนี่อาจจะเป็นแผนที่ แกเร็ธ เซาธ์เกต อาจนำไปใช้ต่อในเกมทีมชาติอังกฤษได้ด้วย

5.สถิติผีไม่ดี

    ปิดท้ายกันด้วยสถิติน่าสนใจกัน ผลการแข่งขันนัดนี้ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด สะกด “ชัยชนะ” ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ไม่ได้ในสามเกมแรกของฤดูกาลซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 1972-73 เลยทีเดียว นอกจากนี้หากนับรวมฤดูกาลที่แล้ว “ผีแดง” ไร้ชัยในเกมลีกที่บ้านของตัวเองมา 5 นัดติดต่อกัน (เสมอ 3 แพ้ 2) ซึ่งถือเป็นสถิติที่นานที่สุดนับตั้งแต่ไม่ชนะ 6 เกมติดช่วงปี 1990

    ในทางกลับกัน เชลซี มีสถิติที่ดีพอสมควรในการกลับออกไปด้วยผลเสมอแบบไร้สกอร์ โดยนี่เป็นการเก็บคลีนชีทในลีกเกมเยือนนัดแรกนับตั้งแต่เสมอกับ เลสเตอร์ ซิตี้ 0-0 ในนัดสุดท้ายของฤดูกาล 2018-19

พร้อมแล้ว !! เอดินสัน คาวานี่ ฟิตเต็มถังลุ้นยิง เชลซี แม็กไกวร์ กรีนวู้ด คืนทีม

      เอดินสัน คาวานี่ ศูนย์หน้าป้ายแดง แมนยู ลุ้นประเดิมสนามเกมแรกหลังมีรายชื่ออยู่ในทีมชุดเปิดบ้านรับมือ เชลซี โปรแกรมบอล พรีเมียร์ลีก เสาร์นี้ หลังพลาดเกมกับ เปแอสเช ช่วงกลางสัปดาห์ จากการรายงานของ Metro สื่อชื่อดังต่างประเทศ เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2563

        แมนยู ที่เพิ่งคืนฟอร์มเก่ง หลังผลบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาบุกไปเอาชนะ เปแอสเช ได้ถึงถิ่น 2-1 และโปรแกรมบอล พรีเมียร์ลีก เสาร์นี้ทีมปีศาจแดงมีคิวเปิดรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ทำศึกบิ๊กแมตช์กับ เชลซี โดยศูนย์หน้าป้ายแดงอย่าง เอดินสัน คาวานี่ ฟิตสมบูรณ์พร้อมลงสนาม

        ดาวยิงวัย 33 ปี พลาดการลงเล่นกับทีมเก่าของเขาช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาเนื่องจากสภาพร่างกายยังไม่สมบูรณ์ แต่สำหรับเกมในสุดสัปดาห์นี้ เอดินสัน คาวานี่ พร้อมแล้วที่จะลงสนามเป็นเกมแรกในสีเสื้อปีศาจแดง เช่นเดียวกับ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ และ เมสัน กรีนวู้ด ที่พลาดเกมกับ เปแอสเช มาด้วยเช่นกัน

        "ผมหวังว่าพวกเขาทั้งสามคนจะฟิตสมบูรณ์และพร้อมที่จะเป็นตัวเลือกในเกมกับทีมสิงห์บลูส์สุดสัปดาห์นี้ แน่นอนว่าเรามีการฝึกซ้อมครั้งสุดท้ายเพื่อเตรียมตัวซึ่งพวกเขาทุกคนล้วนมีโอกาสที่จะได้ลงสนาม เอดินสัน จะต้องฝึกซ้อมตามโปรแกรมที่กำหนดไว้ให้ครบ เช่นเดียวกับ เมสัน และ แฮร์รี่ ซึ่งมันผ่านไปได้ด้วยดี" โซลชาร์ กล่าว

        ทั้งนี้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล กองหน้าทีมชาติฝรั่งเศส ยังคงติดโทษแบนอยู่ ทำให้สตาร์ทีมชาติอุรุกวัยมีลุ้นออกสตาร์ตเป็นตัวจริงกับ เชลซี โดยคาดว่ากุนซือชาวนอร์เวย์จะใช้แผนการเล่นเดียวกับเกมที่บุกชนะทีมแชมป์ลีกเอิง

ขึ้นเลย!คูมันเซ็งVARทำบาร์เซโลน่าพ่ายเรอัลมาดริด

โรนัลด์ คูมัน กุนซือ บาร์เซโลน่า สุดเซ็งกับ VAR หลังพ่าย เรอัล มาดริด คาบ้าน 1-3 พร้อมชี้ "ราชันชุดขาว" ไม่ควรได้ลูกจุดโทษช่วงกลางครึ่งหลัง
    
โรนัลด์ คูมัน เฮดโค้ชชาวดัตช์ของ บาร์เซโลน่า กล่าวตำหนิการทำหน้าที่ของผู้ตัดสิน รวมถึง VAR หลังจากที่ บาร์ซ่า เปิดรัง คัมป์ นู แพ้ เรอัล มาดริด คู่ปรับตลอดกาล 1-3 ในศึก ลา ลีกา สเปน นัด "เอล กลาซิโก" เมื่อวันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม ที่ผ่านมา

เรอัล มาดริด ขึ้นนำก่อนตั้งแต่นาทีที่ 5 จากการยิงของ เฟเดริโก้ วัลเวร์เด้ ทว่าหลังจากนั้นแค่ 3 นาที บาร์เซโลน่า ตีเสมอเป็น 1-1 ได้ จากการยิงระยะเผาเขาของ อันซู ฟาติ อย่างไรก็ตาม นาทีที่ 63 "ราชันชุดขาว" ขึ้นนำอีกครั้ง จากการสังหารลูกจุดโทษเข้าไปของ เซร์คิโอ รามอส ซึ่งจังหวะนี้ คูมัน ไม่เห็นด้วย และเชื่อว่า รามอส เป็นคนทำฟาวล์ใส่ เกลม็องต์ ล็องเล่ต์ ก่อนด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายผู้ตัดสินชี้ให้เป็นจุดโทษ หลังเช็คภาพช้าจาก VAR เรียบร้อย ซึ่งหลังจากนั้นในนาทีที่ 90 "ราชันชุดขาว" มาได้ประตูปิดท้าย จากการยิงของ ลูก้า โมดริช 

"ผมเองก็ไม่เข้าใจ VAR เหมือนกัน ผมคิดว่า มันเหมือนถูกนำมาใช้เพื่อตัดสินคัดค้าน บาร์ซ่า เท่านั้น ผมว่าจังหวะนั้น รามอส ฟาวล์ใส่ ล็องเล่ต์ ก่อนด้วยซ้ำ แน่นอนว่า มันมีการดึงเสื้อเกิดขึ้น แต่มันก็ไม่ได้แรงพอที่จะทำให้เขาล้มลงหรอก สำหรับผมแล้ว มันไม่ควรเป็นลูกจุดโทษ" คูมัน กล่าว

การปราชัยครั้งนี้ทำให้ บาร์เซโลน่า ยังคงมีแค่ 7 แต้ม จากการลงแข่ง 5 นัด รั้งอันดับ 12 ในตารางคะแนน ลา ลีกา

 

เชลซีรุกเต็มสูบ! “แวร์เนอร์-ฮาแวร์ทซ์” ผนึกล่า,เซบีย่าลุ้น “เดอ ยอง” โป้งสู้ศึก ชปล.

"สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี เตรียมจัดแผงแนวรุกเต็มอัตราโดย ติโม แวร์เนอร์ กับ ไค ฮาแวร์ทซ์ ยังคงพร้อมลงผนึกคมแข้งล่าตาข่ายเกมรับ เซบีย่า ที่มี ลุค เดอ ยอง ลงขุดสกอร์สู้ ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม อี) วันอังคารที่ 20 ต.ค. ศกนี้  (เวลา : 02.00 น.)

ปรีวิวฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 
(รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม อี)
วันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2563 (เวลา : 02.00 น.)
เชลซี (อังกฤษ)    –    เซบีย่า (สเปน)


สนาม : สแตมฟอร์ด บริดจ์

     เชลซีเพิ่งเปิดบ้านเสมอกับเซาธ์แฮมป์ตัน 3-3 ในเกมลีกนัดล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคมทำให้ 4 นัดที่ผ่านมา สิงห์บลูส์คว้าชัยได้เพียงแค่เกมเดียว

     ความพร้อมของเจ้าบ้าน แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือชาวอังกฤษ จะยังไม่สามารถใช้งาน เอดูอาร์ เมนดี้ ที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณต้นขาระหว่างไปเข้าแคมป์ฝึกซ้อมกับทีมชาติเซเนกัล ทำให้นายใหญ่วัย 42 ปี คงจะต้องใช้งาน เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ที่เพิ่งโชว์เหวอในเกมสัปดาห์ที่ผ่านมาเฝ้าเสาต่อไป เช่นเดียวกันกับ บิลลี่ กิลมอร์ ห้องเครื่องอนาคตไกล ที่กำลังพักรักษาตัวจากโรคเดี้ยงบริเวณหัวเข่า 

     ถึงแม้ว่าอดีตผู้จัดการทีม ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ได้รับข่าวดีคือ ฮาคิม ซิเย็ค และ คริสเตียน พูลิซิช สลัดอาการบาดเจ็บกลับมาช่วยทีมแล้วทำให้แลมพาร์ดจะมีตัวเลือกในแนวรุกเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดว่า ซิเย็คคงจะต้องนั่งรอโอกาสอยู่ที่ซุ้มม้านั่งสำรองไปก่อน ส่วน พูลิซิชที่ได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงในเกมกับนักบุญแดนใต้ และ เมสัน เมาน์ท จะได้ลงสนามเป็นตัวจริงต่อไปในเกมนี้ ขณะที่ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ จะได้พักเพื่อเก็บความสดเอาไว้เจอกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในวันเสาร์หน้า ทำให้ มาเตโอ โควาซิช จะได้บัญชาแดนกลาง 

     ในเกมรับ ติอาโก้ ซิลวา จะกลับมาคุมแผงหลังโดยจับคู่กับ คูร์ท ซูม่า หลังจากที่ อดีตเซนเตอร์แบ็ก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ได้พักในเกมที่แล้ว เช่นเดียวกันกับ รีซ เจมส์ ที่จะได้กลับมาประจำการในตำแหน่งแบ็กขวา เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า

     ทั้งนี้ในตำแหน่งศูนย์หน้าตัวเป้าเป็นโอกาสของ ติโม แวร์เนอร์ ที่เพิ่งประเดิมประตูแรกในสีเสื้อสิงห์บลูส์ในเกมก่อนหน้านี้จะได้ค้ำแดนหน้าต่อไป 

     เซบีย่าบุกไปพ่ายให้กับกรานาด้า 0-1 ในเกมลีกนัดที่ผ่านมา ทำให้ทีมเยือนไม่ชนะใครมา 2 นัดติดต่อกันแล้ว 

     จูเลน โลเปเตกี ผู้จัดการทีมชาวสเปน จะยังไม่มี ชูลส์ กูนเด้ ที่มีผลตรวจเชื้อโควิด-19 เป็นบวกในช่วงก่อนหน้านี้ ทำให้นายใหญ่ฝีมือดี เตรียมส่ง คาริม เรกิก ประเดิมสนามในเกมนี้ โดยจะคุมแดนหลังคู่กับ ดีเอโก้ คาร์ลอส ถึงแม้ว่า เซร์จี้ โกเมซ เพิ่งได้รับโอกาสลงสนามในเกมกับกรานาด้าก็ตาม ขณะที่แบ็กซ้าย-ขวาอย่าง มาร์กอส อากุนญ่า และ เฆซุส นาบาส ตามลำดับ ขณะที่ โจน จอร์ดาน ก็จะลงเล่นได้ตามปกติ เพราะใบแดงที่โดนในเกมลีกไม่มีผลกับรายการนี้

     ส่วนในแดนหน้า ลุค เดอ ยอง และ ลูคัส โอคัมโปส จะได้กลับมาเป็นตัวจริงอีกครั้งหลังจากที่ได้พักในเกมลีกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา 


รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม 

     เชลซี (4-2-3-1) : เกปา อาร์รีซาบาลาก้า – รีซ เจมส์, ติอาโก้ ซิลวา, คูร์ท ซูม่า, เบน ชิลเวลล์ – มาเตโอ โควาซิช, จอร์จินโญ่ – เมสัน เมาน์ท, ไค ฮาแวร์ทซ์, คริสเตียน พูลิซิช – ติโม แวร์เนอร์ 
     ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด 

     เซบีย่า (4-3-3) : ยัสซีน บูนู – เฆซุส นาบาส, คาริม เรกิก, ดีเอโก้ คาร์ลอส, มาร์กอส อากุนญ่า – อิวาน ราคิติช, แฟร์นานโด, โจน จอร์ดาน – ลูคัส โอคัมโปส, ลุค เดอ ยอง, ซูโซ่
     ผู้จัดกาารทีม : จูเลน โลเปเตกี

ธุรกิจพัง!อดีตแข้งลิเวอร์พูลขายเหรียญแชมป์ชปล.

หลังจากมีปัญหาด้านการเงินอย่างรุนแรงตลอดช่วงที่ผ่านมาทำให้ สตีฟ ฟินแน่น จำเป็นต้องขายของต่างๆ จากสมัยที่ยังค้าแข้งอยู่ อย่างเช่นเหรียญแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก ในซีซั่น 2004-05 โดยเขาเปิดให้ประมูลในราคา 12,000-15,000 ปอนด์

สตีฟ ฟินแน่น อดีตแบ็กขวาชาวไอริช กำลังเร่ขายบรรดาเหรียญแชมป์และชุดแข่งของตัวเอง อย่างเช่นเหรียญแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2004-05 ที่คว้ามาครองได้ตอนอยู่กับ ลิเวอร์พูล ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

ฟินแน่น แขวนสตั๊ดไปเมื่อปี 2010 และที่ผ่านมาเขาก็เจอปัญหาทางการเงินเยอะมาก โดยก่อนหน้านี้ เดอะ ไทม์ส สื่อชื่อดังระบุว่าธุรกิจด้านพัฒนาที่ดินของเขาพังทลาย แถมเขายังผิดใจกับคนในครอบครัวเรื่องหนี้จำนวนเกิน 4.03 ล้านปอนด์ (ประมาณ 161.2 ล้านบาท) อีก

สำหรับการขายบรรดาสมบัติของ ฟินแน่น นั้น เป็นการทำในรูปแบบเปิดให้คนมาประมูลสู้ราคากัน โดยเขาขายในเว็บไซต์ชื่อ Graham Budd Auctions ซึ่งเหรียญแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก ของเขาเปิดให้ประมูลอยู่ที่ราคา 12,000-15,000 ปอนด์ (ประมาณ 480,000-600,000 บาท) ส่วนเสื้อที่อดีตแข้งวัย 44 ปีใส่ในนัดชิงดำของปีนั้นเปิดขายที่ราคา 2,000-2,500 ปอนด์ (ประมาณ 80,000-100,000 บาท)

ยุติดราม่า! “รามอส” ชักภาพร่วมโด้หลังเกมอุ่นเกือก

เซร์คิโอ รามอส กัปตันทีมเรอัล มาดริด โพสต์ภาพที่ถ่ายร่วมกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หลังจบเกมที่ สเปน เสมอ โปรตุเกส แบบไร้สกอร์ แมตช์อุ่นเกือกเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยเป็นการยืนยันว่าความบาดหมางที่ไม่คุยกันมานาน 2 ปีไม่มีอีกต่อไปแล้ว
               เซร์คิโอ รามอส เซนเตอร์แบ็กจอมแกร่ง เรอัล มาดริด โพสต์ภาพผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพื่อเป็นการยุติประเด็นดราม่ากรณีที่มีการแฉว่าตนกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ไม่ได้พูดคุยกันมานาน 2 ปี หลังจบแมตช์ที่ สเปน เสมอ โปรตุเกส 0-0 เกมอุ่นเครื่อง เมื่อวันพุธที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา

              ก่อนหน้าแมตช์นี้มีการแฉกันสนั่นโลกว่า รามอส กับ โรนัลโด้ ซึ่งเล่นร่วมกันที่ เรอัล มาดริด ไม่คุยกันอีกเลยนับตั้งแต่ที่ ลูก้า โมดริช เพลย์เมกเกอร์ชาวโครเอเชีย คว้ารางวัลบัลลง ดอร์ เมื่อปี 2018 เนื่องจากไม่พอใจปฏิกิริยาที่แสนเย็นชาของ "ซีอาร์ 7" หลังจากที่เจ้าตัวพลาดได้รางวัลทรงเกียรติ

             อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการยุติข้อพิพากต่างๆ รามอส ได้เดินเข้าไปในห้องแต่งตัวทีมชาติโปรตุเกส พร้อมกับชักภาพถ่ายรูปร่วมกับ สตาร์ลูกหนัง "ม้าลาย" ยูเวนตุส ซึ่งทั้งคู่ได้โชว์เสื้อแข่งหมายเลข 7 ทีมชาติโปรตุเกสของ "เฮียโด้" โดยงานนี้ เปเป้ กองหลังฝอยทองที่เคยร่วมงานกับทั้งสองคนในทัพ "ราชันชุดขาว" ก็อยู่ในเฟรมเพื่อเป็นสักขีพยานด้วย

             กัปตันทีม "โลส บลังโกส" โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่าน "เฟซบุ๊ค" สื่อสังคมออนไลน์ยอดนิยมว่า "เรายังอยู่ที่นี่…และสิ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ก็คือความสุขที่ได้เจอกับเพื่อนๆ ของคุณ เรายังอยู่ใกล้ๆ กัน….และยังมีอะไรอีกมากมายที่จะเข้ามา ! มันช่างมีความสุขที่ได้พบกับพวกนาย, เหล่าเพื่อนผองของผม @Cristiano Ronaldo @Pepe."

 

แฟนผีจับตา!สื่อดังยันแมนยูซิวคาวานี่แล้ว ตรวจร่างกายวันนี้ก่อนชูเสื้อ

 

ทำเอาบรรดาสาวก "ปีศาจแดง" คึกคักเลยทีเดียว เพราะล่าสุดสื่อดังรายงานแล้ว แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตกลงคว้าตัว เอดินสัน คาวานี่ อดีตดาวยิง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ได้เรียบร้อย โดยนักเตะจะเข้ารับการตรวจร่างกายวันนี้เลย
    
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ บรรลุข้อตกลงสัญญา 2 ปี กับ เอดินสัน คาวานี่ กองหน้าซูเปอร์สตาร์ทีมชาติอุรุกวัย ได้เรียบร้อย ตามรายงานจาก อีเอสพีเอ็น สื่อกีฬาชั้นนำระดับโลก เมื่อวันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า แมนฯ ยูไนเต็ด กำลังเจรจากับเอเจนต์ของ คาวานี่ โดยหวังที่จะคว้าเจ้าตัวมาล่าตาข่ายในรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แบบฟรีๆ หลังจากที่ ดาวยิงวัย 33 ปี หมดสัญญาและแยกทางกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ตั้งแต่สิ้นเดือนมิถุนายน

ล่าสุด อีเอสพีเอ็น ระบุว่า "ปีศาจแดง" ตกลงกับ คาวานี่ ได้แล้ว ด้วยสัญญา 2 ปี โดยที่ตัวนักเตะเตรียมเดินทางจากกรุงปารีส มายังเมืองแมนเชสเตอร์ เพื่อเข้ารับการตรวจร่างกายวันอาทิตย์นี้ และคาดว่าน่าจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการอย่างช้าในวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม

เสร็จแมนยู!เวนเกอร์เผยแห้วใครทำเสียดายสุด

อาร์แซน เวนเกอร์ เปิดอก คนที่ตนเสียดายมากที่สุดที่ดึงมาร่วมทัพไม่สำเร็จตอนคุม อาร์เซน่อล ก็คือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ โดยบอกว่าตอนนั้น โรนัลโด้ ถึงขั้นได้เสื้อ "ไอ้ปืนใหญ่" ไปแล้วด้วย
    อาร์แซน เวนเกอร์ ตำนานผู้จัดการทีมของ อาร์เซน่อล ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เปิดเผยว่าการอดได้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ มาร่วมทัพในตอนที่ โรนัลโด้ ยังอยู่กับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน คือการชวดแข้งเป้าหมายที่ทำให้ตนรู้สึกเสียดายมากที่สุดจนถึงตอนนี้

    โรนัลโด้ เป็นดาวรุ่งที่น่าจับตามองตอนอยู่กับ สปอร์ติ้ง ก่อนที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะดึงตัวเขาไปร่วมทัพในปี 2003 ซึ่งหลังจากใช้เวลาปรับตัวอยู่พักหนึ่งแข้งวัย 35 ปีก็ระเบิดฟอร์มอันสุดยอดกับ "ปีศาจแดง" ได้ ก่อนที่จะย้ายไปอยู่กับ เรอัล มาดริด และ ยูเวนตุส ตามลำดับ แถมตอนนี้ถึงขั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักเตะที่เก่งที่สุดตลอดกาลของโลกด้วย โดยก่อนหน้านี้เคยมีการเปิดเผยว่าก่อนที่ โรนัลโด้ จะไปอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด นั้น เวนเกอร์ ก็เคยคิดที่จะเอาแข้งชาวโปรตุกีสไปร่วมงานด้วยกันที่ อาร์เซน่อล เหมือนกัน

    ทั้งนี้ ล่าสุด เวนเกอร์ ได้ให้สัมภาษณ์เรื่องต่างๆ กับ เดอะ การ์เดี้ยน สื่อชื่อดังของอังกฤษ โดยช่วงหนึ่งเขาโดนถามว่านักเตะคนไหนที่เขารู้สึกเสียดายมากที่สุดที่คว้ามาร่วมทัพไม่สำเร็จ ซึ่งเจ้าตัวก็ตอบว่า "อุ๊ฟ! ผมคงไม่บอกว่ามันมีคนที่เข้าข่ายนั้นแค่คนเดียวหรอกนะ เพราะมันมีตั้ง 50 คนที่ผมรู้สึกเสียดาย! แต่อีกมุมหนึ่งนั้นคนที่อาจจะใกล้เคียงกับคำว่าเสียดายมากที่สุดก็คงจะเป็นการอดได้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ในตอนที่เขาเซ็นสัญญากับ แมนฯ ยูไนเต็ด"

    "ตอนนั้นเราทำข้อตกลงกับ สปอร์ติ้ง ได้แล้ว แต่ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็เอา คาร์ลอส เคยรอซ ไปเป็นผู้ช่วยโค้ชของพวกเขา ก่อนที่พวกเขาจะให้ข้อเสนอสูงกว่าเราแล้วได้ โรนัลโด้ ไปร่วมทัพ ที่จริงเราบรรลุข้อตกลงเรื่องหลักๆ กับเขาได้แล้ว เขาได้เสื้อของ อาร์เซน่อล ไปรอใส่แล้วด้วยซ้ำ แถมเรายังเคยกินมื้อเที่ยงกับเขาและคุณแม่ของเขาที่สนามซ้อมอีกต่างหาก! นั่นเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง แต่ที่จริงมีหลายคนที่ผมเสียดาย สโมสรใหญ่ๆ น่ะจะพลาดนักเตะชั้นยอดไปหลายคนได้เป็นธรรมดา!"

อาร์แซน เวนเกอร์ เผย การพลาดลายเซ็นนักเตะคนไหนเสียใจที่สุด

       อาร์แซน เวนเกอร์ อดีตนายใหญ่อาร์เซนอล ได้ออกมาเปิดเผยว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ คือนักเตะที่เขารู้สึกว่าพลาดมากที่สุดที่ไม่ได้ตัวมาเล่นให้ไอ้ปืนใหญ่ ทั้ง ๆ ที่มีการตกลงอะไรกันเรียบร้อยไปแล้ว จากรายงานของ dailymail.co.uk เมื่อ 12 ตุลาคม 2563

        ย้อนกลับไปเมื่อปี 2003 ในช่วงที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยังเป็นดาวรุ่งของ สปอร์ติ้ง ลิสบอน และมีสโมสรมากมายอยากได้เขาไปร่วมทีม โดยหนึ่งในนั้นเป็น อาร์เซนอล โดย เวนเกอร์ เผยว่า ทุกอย่างลงตัวหมดแล้ว แต่สุดท้ายเป็น แมนยู ที่โฉบเอาตัว CR7 ไปลุย ตารางบอล

        อาร์แซน เวนเกอร์ กล่าวว่า "มีนักเตะสัก 50 คนได้มั้งที่ผมไม่ได้ตัวมาร่วมทีมตอนอยู่อาร์เซนอล แต่ว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เป็นเพียงคนเดียวที่ทำให้ผมรู้สึกว่าพลาดจริง ๆ"

        "ในตอนนั้นเราเจรจากับ ลิสบอน ลงตัวไปแล้วนะ แต่ว่า แมนยู ก็แต่งตั้ง คาร์ลอส กีรอซ เข้ามาดูแลทีม และรีบยื่นข้อเสนอตัดหน้าเราทันที แต่ในหลัก ๆ แล้วดีลนี้จบเป็นของเราไปแล้ว"

        "โรนัลโด้ เองตอนนั้นมีเสื้อของอาร์เซนอลแล้ว และคุณแม่ของเขาก็มาสนามซ้อมของเราแล้วด้วยซ้ำไป ซึ่งสิ่งที่ผมจะบอกคือไม่ว่าทีมจะใหญ่แค่ไหน มีชื่อเสียงแค่ไหน ล้วนแล้วแต่เคยพลาดได้นักเตะเก่ง ๆ มาร่วมทีมกันแทบทั้งนั้น"

        ทั้งนี้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ย้ายจาก ลิสบอน มาอยู่กับ แมนยู เมื่อปี 2003 ก่อนจะสร้างผลงาน และความสำเร็จไว้มากมาย พร้อมกับกลายเป็นตำนานหมายเลข 7 คนสุดท้ายของสโมสรที่ประสบความสำเร็จ